วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

จบ ป.ตรี แล้ว จะเรียนต่อ ป.โท หรือจะทำงานก่อนดีนะ ?

คงเป็นคำถามที่หลาย ๆ คนกำลังหาทางออกให้ชีวิตที่เดินทางมาถึงจุดนี้  ผมก็เป็นคนหนึ่งเดินผ่านเส้นทางนั้นมาและตอนนี้ก็ได้คำตอบจากเหตุการณ์เหล่า  มีด้วยกัน 2 ทางเลือกคือ
  1. ป.ตรี เรียนดี  มีทุนให้เรียนต่อ ป.โท  อันนี้เป็นความโชคดีที่ตัวเราเองนั้นได้พากเพียรพยายามจนจบ ป.ตรี  ได้เกรดสูง (3.00 up) จึงมีทุนต่าง ๆ จาก อาจารย์เข้ามามากมายและเป็นที่ต้องการของอาจารย์เพื่อจะได้ช่วยวิจัยและพัฒนางานวิจัยต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่อาจารย์มัจะเลือกช่วงเกรดระดับนี้  ส่วนใหญ่คนที่อยู่ในกลุ่มนี้มักเรียนต่อ ป.โท  เอก และจบไปเป็นอาจารย์ หรือ นักวิจัย  แต่ก็มีบางคนที่เลือกที่จะทำงานก่อน  แล้วค่อยมาเรียนต่อ ป.โท ตอนทำงาน
  2. ทุนไม่มี เรียนได้ระดับกลาง  ๆ กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จบ ป.ตรี แล้วก็ไปทำงานจากนั้นไม่นานก็พอมีทุนที่จะเรียนต่อ ป.โท เอก  ต่อไป
จริง ๆ แล้ว  ไม่ว่าเราจะเลือกไปเส้นทางไหนนั้น  อับดับแรกให้เราประเมินสถานะตนเองก่อนว่า  ปัจจุบัน  เรามีอะไรแล้ว  ยังขาดอะไรอยู่บ้าง  เหมาะสมที่เรียนต่อเลยหรือไม่  เป็นต้น  จากนั้นก็ให้ประเมิน  อนาคต  ไปอย่างน้อย 5 ปี ว่าเรียนจบแล้วจะคุ้มค่ากับที่เรียนหรือไปหรือไม่  อย่างไร ???

หากเราคิดตามหลักเศรฐศาสตร์ผสานกับการบริหาร  จะพบว่า  หากเราเรียน ป.โท เมื่อจบมาก็ได้งานไม่ตรงสายที่เรียนมา  อันนี้ถือว่า  ไม่คุ้มค่ากับทุนที่เสียไป (ทุน = เวลา+ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ) และการทำเช่นนี้จะมีความเสี่ยงสูงอีกด้วย  และเราไม่สามารถกระจายความเสี่ยงได้เลย

หากเราทำงานไปด้วยและเมื่อเวลาเหมาะสม  เราก็สามารถเรียนต่อ ป.โท  เอก  นอกจากนี้  เราก็ยังมีงานทำเป็นปัจจัยพื้นฐานอยู่แล้ว  จึงไม่ต้องกังวลว่าจะได้งานหรือตกงาน  แถมยังเลือกเรียนให้ตรงตามสายงานได้อีกด้วย  ส่วนเรื่องความเสี่ยงก็มีอยู่บ้างเล็กน้อยเมื่อเทียบกับกรณีข้างต้นแล้ว  

สุดท้ายนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกเส้นทางไหนให้กับชีวิต  เราคิดให้รอบคอบได้มากเพียงใด  หากคิดได้รอบคอบมากเท่าไหร่ยิ่งดี  เพราะเป็นการปิดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด  แล้วการดำเนินชีวิตก็จะมีความสุขตามด้วย  

ขอบคุณที่ติดตาม
สวัสดีครับ ^_^"

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

แม่ผมสอนว่า "อย่าปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามดวงชะตามากเกินไป"


หลังจากวางโทรศัพท์กับแม่แล้ว .... ก็เกิดความคิดและระลึกถึงคำสอนของแม่ได้ว่า  

  • แม่ไม่เคยเชื่ออะไรในอนาคต  แล้วแต่จะเป็นไป
  • เราไม่ควรปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามดวงชะตามากเกินไป  ต้องรู้จักควบคุมมันบ้าง  ซึ่งมันสามารถควบคุมได้ในบางสิ่งบางอย่าง
  • สุดท้ายชีวิตก็ต้องมุ่งมั่น  เรียนรู้ชีวิต  พัฒนาตนเองต่อไปเรื่อย ๆ 
นี่คือคำสอนของแม่ในวันเกิดของผม  ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดีและตรงประเด็น  เพราะว่าตอนนี้ผมก็ได้ทำตามคำสอนของแม่จนชีวิตเดินทางมาถึงจุด ๆ หนึ่งที่น่าภูมิใจและได้งานทำที่ตรงสาขากับที่เรียนมา

ซึ่งในทุก ๆ วัน  ผมยังทำข้อสุดท้ายยังไม่สำเร็จ หรือจบสิ้นลงได้เลย  เพราะว่าการเรียนรู้ชีวิต  มันมีเนื้อหากว้างเหลือเกิน  แต่ละวันจะต้องเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา  แต่เมื่อเราเรียนรู้เรื่องเหล่านั้นจนเข้าใจแล้ว  เราจะรู้สึกว่า  ตัวเราเบาขึ้น  ชิว ๆ มากขึ้น  

สุดท้ายนี้  สิ่งที่ผมได้ค้นพบคำตอบที่ว่า  เชื่อฟังอย่างมีเหตุผล  ลงมือทำ  เรียนรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับชีวิต  และความไม่แน่นอนของชีวิต  ทั้งหมดนี้คือเรื่องจริงที่เราต้องยอมรับ  และแก้ไขหาหนทางอยู่รอดต่อไป

วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ต้องค้นคว้าอย่างหนักเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่สุดยอด

ในบางครั้งชีวิตก็ไม่คิดว่าตนเองจะได้เดินทางสู่จุดนี้  หรือที่เรียกกันว่า  นักวิจัย (ในเชิงธุรกิจ)  ซึ่งการทำงานด้านนี้  เราต้องค้นคว้าหาสิ่งใหม่ ๆ เพื่อมาปรับปรุงเทคโนโลยีเดิม ๆ ที่มีอยู่แล้วให้สามารถแข่งขันเชิงพาณิชย์ได้  นั่นก็เป็นเรื่องเก่า ๆ แล้วละครับ  เรื่องใหม่ ๆ มีมากมายนอกเหนือจากคำเหล่านั้น

สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยหากใคร ๆ ที่อยากจะเดินทางสายนี้  จะต้อง  รักการอ่าน  มีจินตาการ  ต้องตั้งคำถามแบบนักวิจัย   คือ  ถ้าทำอย่างนั้น...มันจะเกิดอย่างนี้..หรือเปล่า ???  ถ้าไม่เป็นไปตามตั้งสมมุติฐานแล้ว  เราก็มาปรับปรุงสิ่งเหล่านั้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้หรือดีขึ้นนั่นเอง
แม้ว่าบางทีมันอาจจะดูเหมือน  หนัก  เหนื่อย  ต้องคิดมาก ๆ จึงจะใช่  ...เป็นถูกต้องแล้วครับ  สำหรับใครชอบคิด (วิเคราะห์) มาก ๆ ก็เดินทางสายนี้ได้อย่างสะดวก  แต่ถ้าใครเป็นคิด (วิตก)  มาก ๆ ก็ไปเข้าวัด  เพื่อลดการขาดความเข้าใจในชีวิตบ้างก็ดี  นะครับ 5555+++

กว่าจะได้สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาแต่ละชิ้น  มันต้องใช้เวลานานพอสมควร  ไม่ใช่จะคิดออกทันทีเลย...แบบนั้นมันง่ายเกินไป  ใคร ๆ เชาก็ทำได้  คิดได้  ไม่ยากหรอกครับ  แต่สิ่งที่ล้ำลึกกว่านั้นมันต้องให้รู้ไส้ในกันเลยละครับ  ว่า  มันจะต้องถูกวาง  ควบคุมกระบวนการอย่างไร  ต้องเริ่มจากอะไร???  ไปหาอะไร??  แล้วจบด้วยอะไร ???  สิ่งเหล่านี้คือการทำงานแบบนักวิจัยครับ

หวังว่าบทความนี้อาจจะได้ความรู้เสริมทักษะการคิดได้บ้าง  เผื่อว่าใคร ๆ อยากจะเป็น  นักวิจัย  จะได้จับทางถูกและสามารถพัฒนาทักษะได้อย่างต่อเนือง  แล้วเมื่อนั้นคุณจะได้ในสิ่งที่อยากได้มากมายเลยละครับ


วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การดิ้นรนต่อสู้ชีวิตนานเพียงใด สุดท้ายคนเราก็ต้องการ "ความรักความอบอุ่น"


ตั้งแต่เล็กจนโตบางครอบครัวอาจจะต้องยอมทนกัดฟันสู้ไป  เพื่ออนาคตที่ดีกว่านี้  ตรากตรำร่ำเรียน  ทำงานส่งตนเองเรียน หรือบางทีอาจจะต้องดูแลครอบครัวอีกด้วย  บางครั้งก็ต้องกู้ยืมเงินเรียน  เช่น  กยศ.  กรอ.  เป็นต้น  เมื่อสำเร็จการศึกษา  ต่างคนต่างก็ต้องหางานทำเพื่อชำระหนี้สินที่ได้กู้ยืมเรียน  บางส่วนก็อาจจะต้องชำระหนี้ให้พ่อแม่ทางบ้านอีกด้วย

เมื่อถึงคราวที่ต้องทำงานก็ต้องอดทนสู้งาน  ทั้งคิด  ทั้งทำ  แต่งานบางอย่างที่เป็นระบบดีแล้วก็จะสบายหน่อย  กว่าจะเก็บเงินได้หลักแสนก็ต้องใช้เวลาอาจจะ 3 ปี  หรือ 5 ปี ด้วยซ้ำไป  และกว่าจะมีรถ  มีบ้าน  ชำระหนี้ให้หมดไป  สุดท้ายอาจเป็นการหาคู่ครองที่เหมาะสม  เพื่ออนาคตที่ยาวไกล  

กว่าจะได้ความสุขนั้น  ที่ใคร ๆ ต่างก็ตั้งเป้าหมายไว้ให้ตนเองเดินไปให้ถึงจุดหมาย  คงต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะสำเร็จขั้นตอนต่าง ๆ ไปได้  ถึงแม้จะมีอุปสรรคมากมายเท่าไร  เราก็ยังเดินลุยไปได้ในทุก ๆ วัน  เพียงเพราะเรามีความรัก  มีคนรักใคร่ห่วงใยกัน  และความกตัญญูต่อครอบครัวที่ให้เกิดมา 

แล้วสุดท้าย  ความสุข  ก็ยังมีให้เราอยู่เสมอถึงแม้บางทีมันอาจจะเหลือน้อยเต็มที  สำหรับใครบางคน

วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข้อมูลคาดการณ์การเติบโตของแต่ละประเทศในอาเซียน ในช่วง 3 ปีหัวเลี้ยวหัวต่อ

ข้อมูลคาดการณ์การเติบโตของแต่ละประเทศในอาเซียน ในช่วง 3 ปีหัวเลี้ยวหัวต่อ (2012-2015) จะเห็นได้ว่า อินโดนีเซียเป็นพระเอกในการเติบโตอย่างโดดเด่น จากปัจจัยหนุนหลายอย่าง โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจภายในประเทศ ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง ทำให้มูลค่าการใช้จ่ายต่อครัวเรือนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เห็นแล้วใช่ว่าควรจะกระโดดเข้าหาตลาดอินโดนีเซีย ผู้ประกอบการไทยควรทำความเข้าใจถึงความแตกต่างในรสนิยมอย่างสิ้นเชิงของคนอินโดกับคนไทย รู้ไหมว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวอินโดหลั่งไหลเข้าไทยมีจำนวนน้อยมากๆ เพื่อเทียบกับที่ไปมาเลเซีย เพราะเขาคุ้นเคยกับวัฒนธรรมทางโน้นมากกว่า ความท้าทายที่ต้องคิดต่อ คือจะเติมเต็มช่องว่างตลาดได้อย่างไร.. สิ่งแรก คือ ทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค ในอินโดนีเซีย ให้ถ่องแท้ ไม่ใช่หลับหูหลับตาทำตามชาวบ้าน เพราะมันไม่ต่างอะไรกับ 'แมงเม่า' บินเข้ากองไฟ

..แถวๆ พม่า ก็มี แมงเม่าไทย ให้เห็นกันหลายตัว 

อย่างไรก็ดี จากรูป ดูภาพรวมแล้ว อาเซียนเป็นภูมิภาคที่น่าดึงดูดอยู่ไม่น้อย จากตัวเลขคาดการณ์นี้ สามารถดึง แมงเม่านอกชาติอาเซียน เข้ามาได้หลายฝูงอยู่ เพราะในสภาพการณ์ปัจจุบัน ทั่วโลก..หลงเหลือ 'กองไฟที่ครุกรุ่น' อยู่น้อยเต็มที..


อยากออกรถยนต์ Honda จะออก City หรือ Civic ดีนะ ??


หลาย ๆ คนคงมีคำถามอยู่ในใจเกี่ยวการออกรถในแต่ละครั้ง  ผมเองก็เช่นกันครับ  ครั้งแรกก็ต้องสำรวจเก็บข้อมูลให้แน่นพอที่จะสามารถช่วยในการตัดสินใจในการออกรถแต่ละครั้งได้

แต่ปัจจุบันนี้การรวบรวมข้อมูลสามารถทำได้ง่ายขึ้นเพราะมีอินเตอร์เน็ตให้เราสืบค้นข้อมูลได้ง่ายขึ้น  ข้อมูลที่น่าเชื่อถือส่วนใหญ่จะมาจากข้อมูลหน้าเว็บไซต์ของบริษัทรถยนต์ยี่ห้อนั้น ๆๆ  ซึ่งถ้ามหากเป็นของ Honda ก็สามาเข้าไปที่  http://www.honda.co.th/  เมื่อเข้าไปแล้วเราก็สามารถเลือกรถรุ่นต่างๆ  พร้อมกับสามารถคำนวณเงินดาวน์  และงวดการผ่อนได้ทันที  เพื่อประเมินความสามารถของเราในการส่งค่างวดรถต่อไป

เดี๋ยวข้อมูลต่าง ๆ ผมจะนำมาเพิ่มเติมในบทความนี้อยู่เรื่อย ๆ โปรดติดตามครับ ^_^

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สัมมนาเชิงธรรมชาติ ณ Siam beach terrace


เมื่ือความที่เป็นจริงกับสิ่งที่เราได้วาดฝันหรือคิดเอาไว้ว่าสักวันมันต้องเป็นจริง  ณ จุดนี้ความฝันเหล่านั้นกลายเป็นจริงขึ้นมาแล้ว  ด้วยความพากเพียรพยายามในการดำเนินชีวิต  ถึงแม้เราจะพบปัญหาและอุปสรรคในชีวิตมากน้อยเพียงใด  แต่เราก็ยังผ่านมันมาได้เพื่อเป้าหมายที่ตั้งไว้อันยิ่งใหญ่

















ความสุขที่เกิดขึ้นนั้น  นอกจากจะเกิดขึ้นที่จิตใจของเราแล้ว  ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ทำให้เรามีความสุข  เช่น  สิ่งแวดล้อม  ความสวยงามของธรรมชาติ  ตลอดจนผู้คนรอบข้างก็มีส่วนทำให้เกิดความสุขนั้นได้




ภาพบรรยากาศที่ไปสัมมนาในครั้งนี้อาจจะมีไม่มากมายนัก  แต่ก็เพียงพอที่จะเรียกน้ำย่อยจากผู้ชมนะครับ  หากเพื่อน ๆ ว่างจากการทำงานหรือภาระกิจอื่นใด  ก็หาเวลาไปพักผ่อนหย่อนใจบา้งนะครับ  อย่างน้อยก็สร้างอรรถให้ชีวิตได้จดจำในครั้งหนึ่งก็ยังดีครับ




ยามโพล้เพล้ช่วงตะวันลับตาไป  ภาพบรรยากาศสีน้ำเงินสวยงามก็โผล่ขึ้นมา  แต่ในไม่ช้าก็จะลับตาไปพร้อมกับความมืดมนที่มาปกคลุม  ปิดบังสายตาเราเอาไว้..


















บทความนี้ผมขอบรรยายน้อย ๆ เพื่อให้ภาพถ่ายได้บรรยายด้วยตนเองดีกว่า  เดี๋ยวเสียอรรถรสในการรับชม  ขอบคุณที่ติดตามครับ

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เปิดใจ โค้ชแต๊ก-อรรถพล ปุษปาคม "ผมผิดขนาดไหน ถึงขับไสไล่ส่งกันขนาดนั้น"



แม้วัยจะล่วงเข้าสู่ 50 ปีแล้วก็ตาม "โค้ชแต๊ก-อรรถพล ปุษปาคม" ก็ไม่เคยว่างเว้นห่างหายไปจากสนามฟุตบอลเมืองไทย 

นับตั้งแต่เริ่มชีวิตนักฟุตบอลอาชีพค่อย ๆ ก้าวและเติบโตจากนักเตะ "สิงห์เจ้าท่า" สังกัดสโมสรการท่าเรือฯ ขยับฝีเท้าเข้าสู่สนามแข่งระดับประเทศในฐานะตัวแทนทีมชาติไทย ลงเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ร่วมกับเพื่อนนักเตะชาติเดียวกัน สามารถคว้าแชมป์ถ้วยพระราชทานคิงส์คัพมาครองได้สำเร็จ และยังมีแมตช์ที่น่าประทับใจที่สุดก็คือ นัดชิงชนะเลิศที่ไทยชนะพม่า 4-3 ในซีเกมส์ ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ เมื่อปี 2536 ใครที่ได้ร่วมลุ้นในเหตุการณ์ครั้งนั้น คงจำกันได้ดีถึงความพยายามและฝีมือนักเตะไทย

ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นผู้ฝึกสอนคุมทีมนักเตะไทยพรีเมียร์ลีกในหลายสโมสรดังสร้างผลงานเหนือชั้นจนได้รับยกย่องจากแฟนบอลทีมชาติไทยว่าเป็นหนึ่งในผู้ฝึกสอนฟุตบอลชาวไทยที่เก่งที่สุดในประเทศและยังโกอินเตอร์ไปคุมทีมเกย์ลังยูไนเต็ดของสิงคโปร์อีกด้วย

ชีวิตการเป็นโค้ชเริ่มจากการเป็นสตาฟโค้ชให้ทีมของ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อนจะย้ายไปเป็นผู้ช่วยโค้ชให้ "บีอีซี เทโรศาสน" แล้วขึ้นเป็นเฮดโค้ชที่บีอีซีฯ พาทีมคว้ารองแชมป์เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ในปี 2003 ซึ่งตอนนั้นบอลไทยลีกยังไม่บูม ทีมส่วนใหญ่ยังอยู่แค่เมืองหลวง 

หลังจากเป็นโค้ชให้บีอีซีฯ ได้ย้ายมาเป็นโค้ชให้ สโมสรเอสซีจี เมืองทองฯ ยูไนเต็ด จนทีมคว้าแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ก่อนจะย้ายไปร่วมงานกับ ทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เกือบ 3 ปี และถูกคำสั่งปลดสายฟ้าฟาดจากประธานสโมสรปราสาทสายฟ้า (เนวิน ชิดชอบ) ระหว่างคุมเกมการแข่งขันที่ประเทศเกาหลีใต้ในศึก "เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก 2013" แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว 


"ไม่มีสัญญาณอะไรเลย เลิกเกมแล้วพี่เนวินก็ยังมาจับมือกับผมดีเลย แต่พอกลับโรงแรมทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ผมไม่ได้รู้ตัวล่วงหน้า ตอนนั้นผมกำลังกินข้าวอยู่ เขาเรียกผมมาคุย จัดการรีบเปลี่ยนไฟลต์ให้บินกลับเมืองไทยทันที" โค้ชแต๊กเล่าวินาทีรู้ข่าวถูกปลดกลางอากาศ แต่ตกงานเพียงแค่ข้ามคืนก็มีสโมสรดังย่านปทุมธานี "บางกอกกล๊าส เอฟซี" ติดต่อให้มาเป็นโค้ชคุมทีมกระต่ายแก้วเกือบจะในทันทีทันใด และโค้ชแต๊กก็ตอบรับเกือบจะทันทีเช่นกัน เพราะทางสโมสรเร่งรีบขอคำตอบ

"ผมมาอยู่บางกอกกล๊าสฯ ควบทั้งตำแหน่งแมเนเจอร์และโค้ชด้วย ที่นี่ให้อิสระกับผมมาก ทั้งการวางแผน วางโครงสร้างของทีมด้วย และการเป็นโค้ชด้วย" 

นี่คือ เหตุผลที่โค้ชแต๊กตกลงใจรับหน้าที่คุมสโมสรกระต่ายแก้ว ขณะนั้นอยู่ในอันดับที่ 10 ของตารางไทยพรีเมียร์ลีก 

หากดูจากผลงานของกุนซือแต๊กในอดีตที่ผ่านมา เป็นไปได้ไม่ยาก ที่ทีมบางกอกกล๊าสฯ จะก้าวขึ้นมาอยู่ในตัวเลขหลักเดียว ซึ่งเป็นหน้าที่ของโค้ชอรรถพลต้องทำให้ได้ก่อนจบเลกแรก (2 สัปดาห์ที่คุมทีม บีจีขยับขึ้นอันดับที่ 9) และก็ทำได้ดังที่ทำมาแล้วในอดีต โดยเขาเองก็ยอมรับว่า ที่ผ่านมาต้องทำการบ้านหนักมาก 

- คุมทีมอย่างไรให้ประสบผลสำเร็จ 

"ผมทำการบ้านหนักมาก ต้องดูเกมคู่ต่อสู้ ทั้งดูเทปการแข่งขันย้อนหลัง ดูสถิติ ดูข้อมูลต่าง ๆ บวกกับคุณภาพของทีมและนักเตะก็ต้องดีด้วย ผสมกับการเลือกวางแท็กติกได้ถูกต้องในแต่ละเกม ยุทธวิธีที่เราจะใช้เล่นกับคู่ต่อสู้แต่ละเกม แต่ละยุทธวิธีไม่เหมือนกัน ต้องดูก่อนว่าคู่ต่อสู้มีจุดแข็งตรงไหน ไม่ใช่เลือกแต่วิธีเดิม ๆ สิ่งสำคัญ คือ ต้องเรียนรู้ข้อผิดพลาดอย่างรวดเร็วในเวลาจำกัด ที่สำคัญต้องแก้ไข ปรับปรุงทีมตลอดเวลา และต้องมองเห็นจุดอ่อนของทีมด้วย จึงจะพาทีมประสบความสำเร็จ" 

- หน้าที่ของโค้ชคืออะไร 

"โค้ชก็เหมือนเป็นช่าง ต้องรู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าช่างจะมองเห็นจุดที่ต้องแก้ได้ถูกต้องหรือเปล่า แล้วนำจุดตรงนี้ไปสื่อสารกับนักเตะให้เข้าใจอย่างรวดเร็วได้หรือไม่ แล้วอุดช่องโหว่ให้ได้ เลือกเติมสิ่งต่าง ๆ เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นสไตล์การเล่น แท็กติกที่ผู้เล่นแต่ละคนต้องเปลี่ยนแปลง หรือบางแท็กติกของผู้เล่นยังไม่เคยใช้ หรือยังไม่เข้าใจเกม 

งานของโค้ชต้องทำงานแก้ไขตลอดเวลา หยุดไม่ได้ ถ้ายุทธวิธีไหนไม่ได้ผลกับคู่ต่อสู้ ก็หาตัวเลือกอื่นมาใช้ โดยต้องวิเคราะห์จากข้อผิดพลาดของคู่ต่อสู้ ผมเพิ่งเข้ามาอยู่บางกอกกล๊าสฯได้ไม่กี่วัน ทีมยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องบอกกันเพิ่มเติม แต่ตอนนี้มองเห็นจุดใหญ่ที่ต้องเปลี่ยนแปลง ส่วนของนักเตะถือว่าคุณภาพโอเค เพียงแต่ยังขาดความเข้าใจเกม" 

- สไตล์การทำงาน 

ผมพยายามใกล้ชิดกับนักเตะมากขึ้น เข้าไปพูดคุยด้วย นักเตะบางคนยังขาดความเข้าใจเกม ส่วนใหญ่โค้ชก็คุยกับนักเตะเอง อย่างน้อยก็ช่วยสร้างความมั่นใจก่อนลงสนามได้ 

- การย้ายทีมแต่ละครั้ง ดูเงื่อนไขอะไรบ้าง

ดูโครงสร้างของทีมเป็นหลัก สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และแนวทางการทำทีมของสโมสร อย่างที่สโมสรบางกอกกล๊าสฯทำงานค่อนข้างง่าย มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อม และผู้บริหารก็เป็นมืออาชีพอยู่แล้ว เพราะเป็นในรูปบริษัท ไม่น่าห่วงอะไร

เรื่องการบริหารจัดการทางบางกอกกล๊าสฯ ติดต่อผมมาหลังจากที่เป็นข่าวอย่างที่ทราบกันว่า ทีมบุรีรัมย์ฯ ยกเลิกสัญญาผม ซึ่งสัญญาจะหมดเดือนพฤษภาคมนี้ 

หลังจากกรณีความเห็นไม่ตรงกันเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้เล่น นั่นคือ จุดใหญ่และจุดเดียวเลย 

"เหตุและผลของผมไม่ใช่แบบที่เขาต้องการ สิ่งที่โค้ชต้องการในตอนนั้นยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่น ก็เหมือนผมไม่ฟังเขา แต่จุดตรงนั้น ผมไม่ได้ทำเพื่อเขา แต่ทำเพื่อสโมสร เพราะผมจะไปตอบแฟนบอลบุรีรัมย์ฯ หรือแฟนบอลที่เชียร์ตัวแทนประเทศไทยอยู่ได้อย่างไร เว็บบอร์ดในเว็บไซต์บอกว่า โค้ชบ้าหรือเปล่า เปลี่ยนตัวผู้เล่นคนนี้ลงไปทำไม ทั้งที่กองหลังยังเล่นได้ดีอยู่ เราต้องมองถึงหลายอย่างประกอบกัน ไม่ใช่เปลี่ยนตัวผู้เล่นตามอำเภอใจ แล้วเกิดผิดพลาด ถ้าทำทีมแพ้ แฟนบอลหรือคนที่ตามเชียร์อยู่จะคิดอย่างไร" 

หลังจบเกมนัดนั้น ชื่อของอรรถพลก็กลายเป็นอดีตโค้ชสโมสรปราสาทสายฟ้าในทันที 

- ความรู้สึกตอนนั้น 

"ผมผิดขนาดไหน ถึงจะต้องขับไสไล่ส่งกันถึงขนาดนั้น พูดกันดีๆ ก็ได้ คุณมีสิทธิ์ไล่ผม ก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ใช่มาเนรเทศให้รีบกลับไปเลยแบบนี้ พอบินมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ มีนักข่าว 3-4 ฉบับมารอ แต่ตอนนั้น เขาก็แถลงข่าวกันไปแล้ว และผมก็ไม่อยากไปสู้รบกับเขา 

ส่วนความสัมพันธ์กับนักเตะในทีมบุรีรัมย์ฯ ก็ยังดีอยู่ เพียงแต่นักเตะอาจจะยังไม่เข้าใจ เพราะตอนที่ผมออกมายังไม่ได้คุยกับนักเตะเลย ได้คุยกับแค่บางคน แล้วเขาก็บอกต้องไปแล้วนะ รีบหาแท็กซี่ไปส่งผมที่สนามบินที่เกาหลีใต้กลับไทยเลย" 

- ทำงานกับหน่วยงานรัฐ เอกชน กับนักการเมือง ทำงานกับใครยากสุด 

"นักการเมือง เพราะต้องใช้เหตุและผลมาอธิบายอย่างละเอียด และต้องมีเหตุผลเด็ดจริงถึงจะเอาอยู่ และก็ต้องอ่านคนให้ถูกด้วย ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พี่น้องชาวบุรีรัมย์ยังให้กำลังใจผมอยู่ตลอด คงตกใจเหมือนกันที่ทราบข่าว ซึ่งผมยังผูกพันกับสังคมที่โน่นอยู่ 

หลังจบเกมแต่ละนัด จะมีประเพณีไปเดินเล่นที่ตลาดไนท์ เวลาเจอคนที่โน่นก็เหมือนเป็นพี่ป้าน้าอา หรือเด็ก ๆ ที่มาขอถ่ายรูปด้วย จะชอบตะโกนบอกโค้ชว่า อย่าไปไหนนะ อยู่ที่นี่นาน ๆ แต่ผมคิดในใจว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอยู่ได้นานหรือเปล่า"

- มองบทบาทนักการเมืองกับวงการฟุตบอลไทยอย่างไร

"นักการเมืองหันมาทำสโมสรฟุตบอล มุมหนึ่งก็เป็นสีสัน เป็นแรงสนับสนุนให้วงการฟุตบอล ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เรื่องบริหารจัดการ การตัดสินใจ ผมไม่รู้นะ ผมไม่กล้าไปพูด"

- ตอนแรกคิดว่าโค้ชแต๊กจะไปเป็นโค้ชทีมชาติ 

"หลังถูกปลดก็ไม่มีข่าวมาเลยว่า ผมจะไปคุมทีมชาติ และทางสมาคมฟุตบอลฯ ก็ไม่เคยติดต่อมา ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเลย สโมสรอื่น ๆ ก็ไม่มีติดต่อมา เพราะก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ผมกับพี่เนวินก็ยังแน่นแฟ้นมาตลอด แต่ตอนนี้ก็จบกันไป ผมเคยฝันอยากไปเป็นโค้ชทีมชาติ แต่ก็ต้องใช้เวลาอีกมาก และตอนนี้อยากทำสโมสรให้ดีก่อน 

ถึงมีบางคนมองเห็นว่าน่าจะขึ้นไปคุมระดับทีมชาติได้แล้ว แต่ผมยังชอบอยู่กับสโมสรมากกว่า ไม่อยากเหยียบเรือสองแคม อีกอย่างหนึ่งทางสมาคมต้องมีการบริหารจัดการที่ชัดเจนกว่านี้ และทีมชาติต้องพร้อมกว่านี้" 

เมื่อถามถึงลูกชายนักฟุตบอล โค้ชแต๊กเล่าว่า มีลูก 4 คน ลูกชาย 3 คน ชอบเล่นฟุตบอลหมด ลูกชายคนโตชื่อ "บอล" (วรรณพล ปุษปาคม) ตอนนี้เป็นนักฟุตบอลสโมสรการท่าเรือฯ และทำงานไปด้วย เขาบอกอยากช่วยสโมสรการท่าเรือฯอย่างเต็มที่ คงมองไปถึงถ้าช่วงฟอร์มดี ก็หวังติดทีมชาติ ไม่แน่นะ ถ้าผมได้เป็นโค้ชทีมชาติไทย ผมอาจจะเอาลูกผมติดทีมชาติด้วย คงกลายเป็น Talk of the Town ไปอีก สร้างสีสันหน่อย 

แต่ผมทำได้ เพราะลูกผมเล่นบอลเป็น แต่จะเลือกลูกตัวเองลงสนามหรือไม่ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง (หัวเราะ)"