แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แชร์ประสบการณ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แชร์ประสบการณ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

งานที่เราทำอยู่นั้น มันคุ้มค่าหรือไม่?

เป็นคำถามที่อยู่ในใจเสมอมา ว่า งานที่เราทำอยู่นั้น มันคุ้มค่าหรือไม่?

เนื่องด้วยเวลาที่ผ่านมาทำให้เรามีประสบการณ์ในการทำงานมาได้ระดับหนึ่ง ก็จะทำให้เรามุมคิดวิเคราะห์ถึงความคุ้มค่าของงานที่เรา ว่ามันคุ้มหรือไม่ 

ยกตัวอย่างเช่น

  • เมื่อทำงานไปสักพักจากที่มีรถรับส่งพนักงานเช้า-เย็น (แต่ไม่มีหลังทำโอที) หากทำงานออฟฟิศธรรมาดาก็จะกลับตามเวลาที่กำหนด  แต่เมื่องานเริ่มมากขึ้น ต้องกลับดึกเกือบทุกวัน รถก็ไม่มี  จำเป็นต้องเรียกรถ GRAB ให้มารับ  และก็เสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ประมาณ 120 บาท/ครั้ง
  • บางครั้งก็ทำงานที่ต้องออกไซต์งาน  ซึ่งเราก็ขับรถไม่เป็นจึงจำเป็นต้องดึงเพื่อนร่วมงานไปด้วยทุกครั้ง ซึ่งรถก็มีให้จองใช้งาน (แต่บางครั้งรถก็ไม่พอ) ทำให้บางครั้งเกิดความคิด ว่า เราจะไปถอยรถมาเพื่อใช้ทำงานดีไหม? คุ้มไหม? 
  • เมื่อมีงานมากขึ้น  ทำงานดึกเกือบทุกวัน  นอนดึกเกือบทุกวัน  ร่ายกายก็ไม่ค่อยไหว บางคนอาจต้องไปทำงานวันเสาร์-อาทิตย์ ผลกระทบเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพและจิตใจอย่างชัดเจน
จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา  ก็ทำให้ผมคิดเหมือนหลาย ๆ คน ว่า งานที่เราทำอยู่นั้น มันคุ้มค่าหรือไม่?  แต่ทางเลือกของคนเราก็มีเพียง 2 ทาง ก็คือ
  1. ทำต่อไป  เพราะชีวิตเราไม่ทางเลือกมากไปกว่านี้  ซึ่งก็จะพบวัฏจักรเดิมต่อไป
  2. ไม่ทำต่อ  เพราะเรามีทางเลือกมากกว่านี้  ซึ่งข้อนี้ต้องใช้ทักษะในการแสวงหาโอกาสและแสวงหาหนทางดับทุกข์ด้วยตนเอง
ยิ่งอายุมากขึ้น  เราต้องหาอะไรใหม่ ๆ ทำมากขึ้น  เพราะชีวิตเราเกิดมาอาจจะหลายครั้ง  แต่ความจำและพลังของเราจะมีเพียงครั้งเดียวในช่วงที่ร่างกายยังไม่เสื่อมไป  ถึงแม้จะจำได้ด้วยจิตยึดติด...แต่ก็ไม่มีกายหยาบให้ลงมือทำเสียแล้ว






วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ระวัง อย่าหลวมตัวไปกับการสมัครประกันชีวิต กับ First Choice

ผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นลูกค้า  First Choice ใช้บัตร Gold Card VISA ในการผ่อนสินค้า ชำระเงินด้วยเครดิต  แต่บางครั้ง...ก็มีพวก Call Center แฝงตัวเนียน  โทรมาหาผม นำเสนอการเปลี่ยนบัตรจาก Gold Card VISA  อ้างเหตุผลต่าง ๆ นานา เช่น
  • พูดคุยเนียนเชียว  ว่าจะขอเวลาคุยแป๊บเดียว  แต่ก็นานเกินไป กินเวลาที่ผมทำงานไปพักใหญ่เลย
  • วันต่อไปมาก็โทรมาอีกรอบ  เพราะตอนนั้นผมไม่ว่างจะคุย  โทรมาคุยเรื่องเดิม พอผมบอกว่าทำงานอยู่ไซต์งาน  ไม่ว่าง ก็พยายามจะโน้มน้าวใจ  อยู่นั่นล่ะ  ผมก็บอกว่า ....ผมไม่เอ๊าาววววว
  • บริษัทฯ จะต้องดูแลลูกค้าในกลุ่มนี้  ถ้าผมยังใช้แบบเดิมอยู่  (ทำไมล่ะ  คุณก็มีบริการหลายแบบอยู่แล้วนี่นา ... ผมคิดในใจ)
  • สุดท้าย  ผมก็บอกว่า  ผมต้องการแค่ผ่อนสินค้าเท่านั้น  ประกันชีวิตผมมีเยอะแล้ว  พ่อแม่ก็มีประกัน  (จะซื้อไปทำไรเยอะแยะ คุณไม่ได้ยอดก็เรื่องของคุณ  ... ผมคิดในใจ)
จากเหตุการณ์ดังกล่าว  จึงมาเขียนเล่าประสบการณ์เตือนพี่น้อง ว่า อย่าหลวมตัวไปกับคำเนียน ๆ ที่แฝงด้วยการหลอกล่อเอาเงินออกจากกระเป๋าของเราเพื่อไปจ่ายประกันที่พ่วงมากับบัตรเหล่านั้น

แต่ถ้าหากใครยังไม่มีประกันแบบผม  จะเลือกใช้บัตรเหล่านี้ก็ได้...ถ้าพี่น้องคิดว่าเหมาะสมแล้ว

ก็ฝากคิดให้รอบคอบด้วยนะครับ  เงินทองออกจากกระเป๋าเราได้ง่าย ๆ เชียวละ  ทุกวันนี้

ล่าสุด ใบแจ้งหนี้ของผม ก็มีรายการยกเว้นค่าธรรมเนียมรยปี 50,000.00 บาท ดังรูป  ผมแปลกใจว่าทำไมแพงจังเลย O_O!  พอเข้าไปค้นดูในหน้าเว็บ First Choice มันคิดแค่ปีละ 500 บาทเองนะ

หรือใครคิดเห็นอย่างไร ?  ช่วยชี้แนะด้วยครับ



ตรวจสอบค่าธรรมเนียม
http://www.firstchoice.co.th/GEMFC/gold/benefit.html#schumer




วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

มีแต่ทีมงาน. แต่การทำงานเป็นทีม..ไม่มี !?



การทำงานทุกวันนี้หลายๆ องค์กรก็อยากให้เกิดการทำงานร่วมกันเป็นทีม. แต่...ก็ทำได้แค่อยากให้มี. อยากให้เกืด.  จัดอบรมทุกปีก็เสียค่าใช้จ่ายอยู่อย่สงนั้นเรื่อยไป  มีแต่ทีมงาน. แต่การทำงานเป็นทีม..ไม่มี

มีแต่ทีมงาน. แต่การทำงานเป็นทีม..ไม่มี

การทำงานลักษณะนี้พบได้ทั่วไปในองค์กรต่างๆ  ส่วนน้อยนักที่จะมีการทำงานป็นทีม.

หรือว่า. เราสร้างไม่เป็น. ทำมันไม่เกิด. หรือถนัดแค่การ..ฉายเดี่ยว. @-@

จริง ๆ แล้ว. การทำงานเป็นทีมไม่ได้ยากแม้แต่น้อย.  ทำได้โดยการทำงานร่วมกัน. ในงานหนึ่งงาน หรือ หนึ่งโครงการ. เป็นต้น  แล้วทำการแบ่งส่วนงานกันทำ. ปรึกษาหารือ ช่วยกันเสนอความคิด แชร์ข้อมูลแบบไม่กั่ก  ไม่โยนงาน. ประชุมวางแผน รายงานความคืบหน้า ขอความช่วยเหลือ  ฯลฯ.ทำแบบนี้วนซ้ำเรื่อย ๆ งานก็จะเสร็จเร็วโดยที่เราไม่คาดคิด

แต่ในด้านการบริหารงาน (แบบสมัยเก่า) ส่วนใหญ่จะจ่ายงานให้แต่ละคนรับผิดชอบ  ใครทำอันนั้น  อันนี้  สามารถตามงานได้เจาะจงมากขึ้น และรู้ว่าใครทำงานนั้น  แต่งานก็จะช้า งานไม่ทัน  เพราะทีมงานไม่มี  จะยืมทีมอื่นก็เกรงจะกระทบไปด้วย  นั่นเป็นข้อเสียของการบริหารงาน (แบบสมัยเก่า) เพราะผู้บริหารไม่ได้ปรับเปลี่ยนความคิดและการปฏิบัติตน (ให้เป็นสมัยใหม่) ให้ทำงานเป็นทีมมากขึ้น  

ส่วนใหญ่การบริหารงานแบบนี้ มักจะติดมากับยุคสมัยเก่า  ยุคสมัยฉายเดี่ยว  ประมาณนั้น  

ปัจจุบันนี้  หารู้หรือไม่ว่า... หลายอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  จนทำให้ผู้บริหารหลายคนปรับตัวไม่ทัน  (คิดไม่ทัน) การเปลี่ยนแปลง  ติดแหงก...อยู่กับวังวลในการหาทางออก

ปลาใหญ่กินปลาเล็ก  แต่...ปลาเร็วกินปลาใหญ่

เป็นคำคมที่ใช้ได้ในยุคสมัยใหม่นี้  และเหมาะกับคนที่มีความคิดใหม่ๆ เช่น ผู้บริหารที่เปลี่ยนความคิดและปฏิบัติตนให้เป็นสมัยใหม่  นศ.จบใหม่เนื่องจากได้นับวิทยาการใหม่ ๆ มาจากอาจารย์ นักพัฒนาตนเอง  เป็นต้น  

ถ้าบริหารความรู้ดี ๆ จะทำให้งานเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว  
ถ้าบริหารการทำงานเป็นทีมได้ดี  อาจจำเป็นต้องมีทีมงานของตนเอง ก็จะทำให้งานสำเร็จลุล่วงได้

สุดท้ายนี้  หากองค์กรใดควบคุมกระบวนการผลิตได้ดี...องค์กรนั้นก็จะลดต้นทุนการผลิตได้มากและจะเหนือกว่าคู่แข่งทั้งปวง

โชคดี  สำหรับ ผู้ปรับเปลี่ยนความคิดและการปฏิบัติตน (ให้เป็นสมัยใหม่) 

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การทำธุรกิจ ยิ่งไร้ตัวตน ยิ่งดี !?


จริงๆ  การทำธุรกิจก็ไม่จำเป็นต้องเลิศหรูเสมอไป. หากเราทำมันให้ง่ายๆ ลดพิธีรีตรองลง จัดระบบการงานไม่ให้ซับซ้อน ก็จะทำให้การทำงานง่ายขึ้น. เร็วขึ้น. การเรียนรู้เร็วขึ้น  ผู้ปฏิบัตรงานเริ่มงานได้เร็วขึ้น

ยิ่งทุกวันนี้...บริษัทต่างๆ ต้องการลดต้นทุน การทำงานยิ่งต้องลดความซับซ้อน ลดภาระงานให้น้อยลง. งานไหน outsource ได้ยิ่งดี. ยิ่งมากยิ่งดี. ภาระงานที่ทำจริงในบริษัทจะเหลือน้อยนิด. และทำให้ส่งงานได้ทันเวลา. เหลือเวลาทำงานใหม่. เหลือเวลาให้คิด สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ. โปรเจคใหม่ๆ

หากเราสร้างธุรกิจที่ไร้ตัวตนได้...ยิ่งดี. บางเวลาค่อยเผยตัวตน. ว่าเป็นใคร !????




วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

บ่อยครั้ง..ที่เราหาเงินด้วยความรู้. ลองหาเงินด้วย Lifestyle ดูบ้างสิ (Lifestyle Business is I like that ) !?


บ่อยครั้ง..ที่เราหาเงินด้วยความรู้...
ลองหาเงินด้วย Lifestyle  ดูบ้างสิ !?

บ่อยครั้งที่สังเกตเห็นหลายๆ คนหาเงินด้วยความรู้ที่เรียนมา  แต่ก็มีอีกหลายคนที่หาเงินด้วย Lifestyle ของตนเอง  แน่นอนว่า..  คนหาเงินด้วยความรู้   ยังไงก็มีรายได้เพียงพอต่อการใช้จ่าย. แล้วถ้าเราหารายจาก Lifestyle  ของเราล่ะ?  อย่างน้อยก็อาจจะ "เพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง"  หรืออาจทำให้ร่ำรวยไปเลยก็ได้ !?

แนวคิดนี้...อยู่ดีๆ  มันก็ปิ้งงงแว้บบ  เข้ามา!

การเพิ่มรายได้...ไม่จำกัดความรู้  และก็ไม่จำกัดความไม่รู้ ?  ขึ้นอยู่กับ Technique &  Lifestyle ของแต่ละคน

แล้ว..Technique &  Lifestyle คืออะไร ?

งาน Lifestyle มีอะไรบ้าง ?
จริง ๆ แล้ว  เราก็พบเห็นผ่านตามาเยอะแยะ  เพียงแต่เรายังไม่ลงมือทำ  ยังไม่อยากทำ  ยังไม่มีความมุ่งมั่น...แบบเอาไว้ก่อน  ประมาณนั้น   ที่เห็นชัดๆ  ก็คือ พริตตี้  งานเขียน  สอนพิเศษ  รับทำงาน hand make  ออกแบบสื่อ  ออกแบบเสื้อผ้า  ทำอาหาร  รับถ่ายถาพ  ทำดนตรี  อัดวิดิโอ  ฯลฯ  ... อื่นๆ ที่ผมคิดไม่ออกตอนนี้

Technique ที่ใช้มีอะไรบ้าง ?
เทคนิคที่ใช้มีหลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับงาน lifestyle ที่เราทำ  ดังนี้

  • งานพริตตี้  ก็ต้องรักษาความงาม  รักษาผิวพรรณ  เป็นกันเอง  ร่าเริง  สื่อข้อมูลให้ลูกค้าเข้าใจ  
  • งานเขียน  ต้องรู้จักใช้คำ ใช้ภาษา  สื่ออารมณ์และข้อมูล
  • ทำอาหาร  ต้องรู้จักรสชาติ  วัตถุดิบ  และเครื่องปรุง  วิธีทำ
  • ออกแบบ  ถ่ายภาพ และดนตรี  ต้องมีศิลป์ในหัว  รู้มุมมอง  รู้วิธีสื่อความด้วยภาพ

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น  ถูกสรุปอยู่ในประโยคนี้  แล้วสิ่งอื่น ๆ จะตามมาเอง

Lifestyle Business เกิดจากความชอบ หรือ งานอดิเรกของเรา

Lifestyle Business is I like that !




วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ชีวิตถูกลิขิต...เพื่อตามหาสิ่งใด ?

เมื่อได้เกิดและเติบโตมาจนถึงวัยเรียน  วัยทำงาน  ผ่านหลากหลายเรื่องราวมาก็พอสมควร  นับวันได้แต่หวนถามตัวเองว่า...

ชีวิตของเรากำลังหาอะไรอยู่ ?
จะหยุดตามหาเมื่อไร ?
เมื่อถึงจุดนั้นจะพบเจออะไร ?


คำถามเหล่านี้  ยังไม่ค้นพบข้อเฉลยแม้แต่น้อย   หรือว่า  คำตอบอาจจะไม่มีในชีวิตนี้  หรือเรื่องราวที่ผ่านมานั้นคือคำตอบ  !!!

ผมได้เรียนรู้  อ่านชีวประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จ  เขาจะตั้งเป้าหมายของตนเองไว้  แล้วลงมือทำให้มากๆ บางอย่างสำเร็จ  บางอย่างไม่สำเร็จ  ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่นำไปปรับปรุงให้สำเร็จ

นี่คงเป็นคำตอบของชีวิต...ที่เราต้องสร้างคำตอบ  และเลือกคำตอบได้   แต่โจทย์ของเราจะเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้นเอง  โจทย์ก็คือการใช้ชีวิตของเรา

ผมเอง..ก็มีหลายคำตอบที่จะเลือกใช้ในแต่ละช่วงชีวิต  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์  สภาพแวดล้อม  และความพร้อมของตัวเรา  ว่าลงมือสร้างโจทย์แบบใด  เท่านั้นเอง

ล่าสุด...ผมว่าจะสร้างโจทย์โดยการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น และ เรียนเพิ่มเติมด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์  เพื่อสร้างโปรแกรมบางอย่าง  ขาย หาเงิน และทำสนุกๆ  เผื่ออนาคตทำงานไม่ไหวแล้ว  ร่างกายไม่อำนวย  จะได้มานั่งเขียนโปรแกรมขาย  เป็นต้น


เป้าหมายที่ตั้งไว้  ก็ประมาณนี้  

ที่เหลือก็คือ  ""การลงมือทำ ! ""





วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ทำงานอย่างไรให้คล่องตัว ?



หลังจากชีวิตอยู่ในวัยทำงานมาประมาณสองปี  การค้นหาวิธีการทำงานให้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และถูกต้องนั้น ต้องอาศัยประสบการณ์ชีวิต (สปช) ซะเป็นส่วนใหญ่ 

 ส่วนน้อยที่จะได้ใช้ทักษะขั้นสูงตามที่ได้เรียนมาเมื่ตอนสมัยมหาวิทยาลัย 

การทำงานให้คล่องตัว  จริงๆ แล้วไม่ต่างจากตอนเรียนมัธยมหรือมหาวิทยาลัย  ซึ่งขอสรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้


  1. สร้างสัมพันธไมตรี รู้จักคนให้มากๆ  เพราะการทำงานต้องติดต่อกับทุกคน (บางคนไม่ชอบวุ่นวายกับคน...อันนั้นคงยากที่จะทำงานร่วมกันได้)
  2. ฝึกเล่น  หัดใช้  โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ  ที่ช่วยในการทำงาน  ไม่จำเป็นต้องเก่ง  เอาแค่พอให้งานจบ..เป็นพอใช้ได้
  3. อ่านหนังสือที่ช่วยทำงานคล่องตัวให้มากๆ  เพราะจะได้มีมุมมองในการทำงานหลายๆด้าน ทำให้มองออกว่า....งานนี้จะจบ..เมื่อใด ด้วยวิธีไหน?

ทั้งสามข้อนี้ น่าจะเพียงพอต่อการทำงานให้คล่องตัวนะคับ  ที่เหลือ...ก็ขึ้นอยู่กับการนำไปปรับใช้ของแต่ละคน  ว่าจะต่อยอดอย่างไรให้เข้ากับสไตล์การทำงานของเรา. ???



วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ย้ายแผนกมาหลายครั้ง ทำให้เกิดอารมณ์ "เสียเซลฟ์"



หลังจากที่่ย้ายแผนกมาสามครั้ง  เพราะว่าแผนกต่างๆ ขาดแคลนพนักงาน  จึงย้ายไปช่วยงานนั้น  ก็ทำให้เกิดคำถามหลาย ๆ อย่าง คือ

คำถาม
ย้ายอะไรนักหนา ?  
ย้ายแล้วทำให้การงานดำเนินได้เร็วจริงหรือ ?  
ช่วยเพิ่มทักษะให้พนักงานได้จริงหรือ ? 
ฯลฯ ???

จากคำถามเหล่านั้น  ก็พบคำตอบด้วยตนเอง  ทำไงได้ล่ะ  เพราะผมคอผู้แสดงนี่นา... คำตอบที่ได้ค้นพบก็คือ

คำตอบ  เกิดความล่าช้าในการเรียนรู้งาน  ไม่มีระบบสอนงานก่อนเริ่มงาน  ให้เรียนรู้ด้วยตนเอง
การแก้ไข  แน่นอนว่าประเด็นนี้จะให้เกิดความรวดเร็วใการเรียนรู้ต้องมีระบบ "พี่เลี้ยง หรือ Coaching" เพื่อสอนงานให้พนักงานที่เข้ามาแผนกนั้นใหม่ ๆ ได้เรียนรู้งานได้ดีขึ้น  การเรียนรู้ด้วยตนเองไม่ได้ช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้นแถมยังล่าช้าอีกด้วย  จะกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนให้องค์กรอีกด้วย  นอกจากนี้สภาพจิตใจของพนักงานจะเกิดความหดหู่ใจ  เพราะว่า  ไหนจะยอดผลิต  ไหนจะต้องเรียนรู้งานใหม่ ๆ  เพราะเงินเดือนของพนักงานผูกไว้กับสิ่งเหล่านี้ด้วย มิใช่รึ... โปรดเข้าใจด้วยนะ  ผจก. และ  บอร์ดบริหาร  ทั้งหลายแหล่

คำตอบ  ได้ทักษะเพิ่มหลายด้านจริง  แต่... ล่าช้า  ลืมขั้นตอน  เพราะว่าการโยกย้ายไปทำงานหลาย ๆ ด้านทำให้มุ่งมั่นงานนั้นๆ  ส่วนงานอื่นจะเลือนลางไปจากความจำ
การแก้ไข  แน่นอน  สิ่งที่เกิดย่อมเป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์  การได้เพิ่มทักษะให้พนักงาน  ถือเป็นการบริหารงานอีกด้านหนึ่ง  แต่จะยอมรับได้หรือไม่จากความล่าช้าที่เกิดขึ้น  บางครั้งพนักงานก็ลืมงานนึง  เพื่อตั้งสติมาทำงานนึง  WI อาจช่วยได้ระดับหนึ่ง  แต่ต้องให้พี่เลี้ยงมาประกบตัวช่วงแรก ๆ เช่นเดิม  ซึ่งอาจจะทำงานได้เร็วขึ้นกว่าช่วงที่เรียนรู้งานใหม่  แล้ว...ใช้วิธีบริหารแบบอื่นได้หรือไม่ ?

คำตอบอื่น ๆ
การทำงานที่ล่าช้า  การเปลี่ยนแปลงองค์กรเพื่อรองรับตลาด AEC  ระบบความปลอดภัย  ระบบสิ่งแวดล้อม  และอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้  บางครั้งทีมวิศวกรก็มุ่งมั่น ตั้งใจทำงานเสนอข้อมูลต่าง ๆ ผ่านการประชุมแต่ละระดับ  ผจก.  MD หรือ บอร์ดบริหาร  ถ้าไม่เห็นด้วย  ไม่เอาด้วย  

ใช้แนวคิดเดิม ๆ มาบริหารงาน  ....

ไม่เด็ดขาดไม่ตัดสินใจ  โยนงานไปมา  ซึ่งมันน่าละอายยิ่งนัก  ขาดจรรยาบรรณ  

ต่อให้ทีมไหน ๆ มาทำงานให้ก็ไร้ประโยชน์ !!!

ถ้าถามผมว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรเพื่อรองรับอนาคตที่สดใส ??
ผมจะตอบว่า... เปลี่ยนบอร์ดบริหารก่อนได้ไหม ???





วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สถานีรถไฟฟ้า BTS รังสิต (ใหม่ รถไฟสายสีแดง)

สถานีรถไฟรังสิตกำลังปรับปรุงใหม่ โดยปรับให้เป็น BTS จากรังสิต ไปถึง  บางซื่อ ตามที่ได้ออกข่าวไปพักหนึ่ง  ตอนนี้โครงการก็กำลังก่อสร้างไปมากเท่าไรแล้ว...ผมก็ไม่รู้เช่นกัน  พอดีผมผ่านทางนี้บ่อย ๆ ก็ได้เห็นจุดนี้มีการก่อสร้างและคืบหน้าไปเยอะพอควร  วันนี้ผมก็เลยถ่ายภาพมุมสูงมาฝากครับ

เสาที่ตั้งใหม่สูง ๆ นั้น  จะเป็นส่วนของรถไฟฟ้า BTS  ส่วนรางรถไฟที่เห็นนั้น  จะเป็นส่วนของรถไฟไทยเจ้าเดิม  ที่จะขนส่งเราไปทางภาคอิสาน  ภาคเหนือ  ต่อไปครับ













วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ครั้งแรกของการลาออก (แชร์ประสบการณ์)

บทนำ

หลังจากที่ทำงานมาประมาณ  สองปี หกเดือน  สิ่งที่ได้พบเจอและเรียนรู้มีมากมายก่ายกอง  หากนำมาสร้างเป็นทำนอง  เนื้อร้อง  คงได้เพลงนับไม่ถ้วน  แต่ว่าเพลงเหล่านั้นไม่มีวันจบ  จะมีก็แต่เริ่มเนื้อหาใหม่เท่านั้นเอง...

ชีวิตการทำงานที่ผ่านมา  ซึ่งเป็นบริษัทแรกที่ได้เริ่มเรียนรู้การทำงาน (แบบไทยๆ)  เกมส์การเมืองต่าง ๆ ภายในองค์กรส่งผลให้เราถูกย้ายไปแผนกต่าง ๆ เพื่อเติมเต็มตำแหน่งที่ขาดแคลน  แต่อาจสวยหรูเมื่อได้ยินว่า  ...

"ทำเพื่อองค์กร"

จริง ๆ การให้ความร่วมมือก็มีกันทุกคนนั่นล่ะ  แต่พอทำเพื่อองค์กรไปนานๆ สักพักจะรู้สึกว่า  "เราไม่ได้รับอะไรตอบแทนจากองค์กรเลย"  ทั้ง ๆ ที่ทำมาตลอด  ทำให้คำว่า "เหนื่อยใจ"  เข้ามาแทรกแทรงอย่างรวดเร็ว  จนทำให้  "เหนื่อยล้าภายใน" จนถึงกระทั่งเบื่องาน  เพียงทำไปแค่ระทังชีวิต  หรือรองานใหม่

เมื่อได้ย้ายแผนกหนึ่ง  ไปอีกแผนกหนึ่ง  ผลดีอาจจะมีในด้านบริหารงาน  แต่งานจริงทีเกิดขึ้นนั้นไม่สอดคล้องกันเลย  ข้อเสียมีเยอะกว่าข้อดีซะอีก  เช่น  เสียเวลาเรียนรู้งานใหม่  แต่หากมีการสอนงานที่ดีก็ว่าไปอย่าง  การทำงานเป็นทีมก็ส่วนหนึ่ง  หากคนนึงออกแบบไฟฟ้า  คนนึงออกแบบเครื่องกล  หัวหน้ารอแค่ถามว่า  "เสร็จหรือยัง  เสร็จเมื่อไร ?"   สิ่งเหล่านั้นก็คง....ไม่ใช่ทีม !

เนื้อเรื่องหลัก!

หลังจากที่ผมทำงานอีกแผนกหนึ่งที่ได้ย้ายมาช่วยงาน  ผ่านไปหกเดือน  ทำให้ผมประเมินตนเอง(โดยไม่ต้องรอให้หัวหน้ามาประเมิน)  ได้ว่า  ...

"ผมไม่ผ่านทดลองงานในตำแหน่งนี้หรอก!"

จริงๆ แล้ว  ผมไม่ถนัดงานเหล่านั้นเลย  จะทำได้ก็เพียงแค่งานพื้นฐาน  เพราะทักษะที่ได้เรียนมา  ก็มีเพียงแค่นั้น  แผนกก่อนหน้านี้ที่ผมทำอยู่ถือว่าถนัดมาก  ตรงตามที่ได้เรียนมา  งานเข้า  งานเสีย งานออกแบบ  วิเคราะห์งาน  ทำได้เร็วกว่ามาก ๆ   

เมื่อผมได้ประเมินตนเองแบบนั้นแล้ว  ซึ่งผมก็ได้คิดทบทวนหลายรอบกว่าจะตัดสินใจให้เกรดตัวเองแบบนี้  ถือว่าถูกต้องแล้วล่ะ  ไม่ต้องรอใคร!  เรารู้ตัวเองเป็นอันดีที่สุด อีกอย่างผมก็ไม่อยากทำงานเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ รอกินเงินเดือนเล่นๆ ไปวัน ๆ  ผมละอายแก่ใจมากกว่า และรู้สึกไม่คุ้มค่ากับสิ่งเหล่านั้น จึงตัดสินใจออกไปตามหาประสบกาณร์ใหม่ ๆ  (ลาออกโดยยังไม่ได้งานใหม่!)

บางครั้งเราก็ต้องมองออกไปให้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ 
หากเรารู้ว่ามีโอกาสรออยู่ เราต้องออกไขว่คว้ามัน


หลังจากที่ผมเขียนบทความนี้  ผมก็ได้ค้นหาเรื่องราวใกล้เคียงกัน แล้วได้เข้าไปอ่านก็พบประสบการณ์ที่หลากหลาย  ตามลิงค์ด้านล่างนี้ครับ

http://goo.gl/hXChGD 
(6 สัญญาณบ่งชี้ว่าคุณควรลาออก)

http://www.khajochi.com/2013/01/0-1.html
(ประสบการณ์ทำงานปีแรกด้วยเงินเก็บ 0 บาท และการลาออกครั้งที่ 1)

รวมกระทู้  "การลาออกครั้งแรก"
http://pantip.com/topic/33173686
http://pantip.com/topic/30536272
http://pantip.com/topic/30558569