แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ผมเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์ มสธ. (ตอนที่ 2)

http://www.stoubook.com/product
บทนำ
วันนี้ก้ได้รับเอกสารการเรียน  อยู่หน้าโรงงาน ก่อนกลับบ้าน  หลังจากสมัครเรียนไปประมาณหนึ่งเดือน

เอกสารที่ได้รับ ก็ มี การสื่อสารข้อมูลฯ และ คณิตศาสตร์สำหรับวิทยาศาสตร์ฯ  ซึ่งผมลงทะเบียนไปในเทอมนี้

เมื่อแกะหีบห่อออกและเปิดอ่านคู่มือนักศึกษา  ก็พอจะเข้าใจเบื้องต้นว่าเราต้องเรียนอย่างไร  จากนั้นก็อ่านเอกสารที่แนบมากับรายวิชาคร่าว ๆ  เพื่อจะได้เตรียมลุยต่อไป

วันนี้อ่านเนื้อหาคร่าว ๆ ของวิชา การสื่อสารข้อมูลฯ  ก็สนุกดี  ได้รู้ที่มาที่ไป ใครพัฒนาบ้าง ?  จนกว่าจะเป็นระบบเครือข่ายในทุกวันนี้  ส่วนคณิตศาสตร์ฯ ไว้อ่านในลำดับถัดไป

ทำไมต้องเรียนสาขานี้ ?
จริง ๆ ก็ เรียน จบ ป.ตรี วิศวไฟฟ้า  มาแล้ว  แต่หลังจากมาทำงานและทุกวันนี้...เน็ตและการทำงานออนไลน์เป็นที่นิยมในด้านต่าง ๆ ก็มองเห็นโอกาสเพิ่มศักยภาพให้ตัวเองเพื่อพัฒนาไปสู่การสร้างงานให้ตนเองในอนาคตอันใกล้นี้  ก็ตัดสินใจเรียนด้านนี้  นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องต้นทุน  เวลาที่เหมาะสมในการเรียนด้วย

นอกจากนี้ ทำอะไรอีกบ้าง ?
นอกจาการเรียน  ก็คือ  การทำงาน  ทำธุรกิจไลฟ์สไตล์  เรียนรู้  ท่องโลกออนไลน์  เป็นต้น  เพื่อสร้างโอกาสให้ตนเองได้ไขว่คว้า  เพราะเราไม่รู้ว่าอะไร จะเข้ามาในชีวิตเมื่อไร ?

จัดการกับเวลายังไง ?
นอกเหนือจากการทำงาน  ก็จะอ่านหนังสือเรียนตอนค่ำประมาณหนึ่ง สอง ชั่วโมง  นอกจากนั้นก็เขียนบล็อก  เรียนรู้ธุรกิจออนไลน์  บันเทิงต่าง ๆ เป็นต้น

อยากแนะนำอะไร ?
จริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่จะพอแนะนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  แต่มีสิ่งหนึ่งที่อยากแนะนำ ก็คือ "ลงมือทำ"  เพราะผมก็สมัครเรียนตอนไม่ค่อยพร้อมเท่าไรนัก  เราต้องแบ่งเวลาให้ดี ๆ ถ้าว่างเมื่อไรก็ให้หยิบหนังสือมาอ่านเล่น ๆ ทันที  นอกจากนี้...เราก็ต้องมองในด้านค่าใช้จ่ายเพื่อให้เหมาะสมกับการเงินในกระเป๋าเราด้วย  

หากรอบางสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นให้พร้อม...อาจจะไม่ได้เรียนเลยก็ได้
เริ่มตอนไม่พร้อมนี่ล่ะ... เหมาะสมที่สุด



เนื้อหาตอนที่ 1

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ครั้งแรกของการตัดสินใจเรียน มสธ. วิทยาการคอมพิวเตอร์ (ตอนที่ 1)



นั่งคิดอยู่นานพอสมควร  ว่าจะเลือกสาขาไหนดี  เพราะตอนนี้มีงานประจำที่ต้องทำด้วย  ระหว่าง  บริหารธุรกิจ(การเงิน)  เทคโนโลยีการผลิตอุตสาหกรรม  และวิทยาการคอมพิวเตอร์  

หลังคิดวิเคราะห์อยู่นาน  ตอนกรอกใบสมัครผมเลือกสาขาเทคโนโลยีการผลิตอุตสาหกรรม  แต่ลองคิดทวนดูอีกครั้ง....ผมก็ตัดสินใจสมัครสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์  ซึ่งเหมาะสมกับผมในตอนนี้มากกว่า

ผลเหตุที่เลือกสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ เนื่องการทำงานทุกวันนี้ของผม  ต้องใช้คอมพิวเตอร์ช่วยทำงานทั้งสิ้น  ไม่ว่าจะเป็นทำงานด้านเอกสาร  ด้านวิศวกรรมควบคุมเครื่องจักรและระบบไฟฟ้า  การคำนวณและประมวลผลสัญญาณ  การออกแบบ  การติดต่อสื่อสาร  ทุกอย่างใช้คอมพิวเตอร์เป็นตัวกลางในการจัดการงานทั้งสิ้น  

ส่วนสาขาเทคโนโลยีการผลิตอุตสาหกรรมไว้เรียนหลังจากเรียนสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์แล้ว  เพราะว่าผมก็ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมอยู่แล้ว  ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตอุตสาหกรรม....อาศัยการเรียนรู้จากงานจริงไปพลาง ๆ ก่อน  เมือโอกาสเหมาะสมก็จะได้เรียนสาขานี้ต่อไป  และเมื่อนั้น....ผมจะได้ใช้ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้งานกับด้านเทคโนโลยีการผลิตอุตสาหกรรม  คงเกิดสิ่งใหม่ ๆ อย่างน้อยก็สักหนึ่งชิ้นงาน

ตอนนี้ผมก็เริ่มสมัครเรียนแล้ว  ส่วนบรรยากาศการเรียนจะเป็นอย่างไรนั้น  ผมจะมาเล่าให้อ่านกันอีกครั้งนะครับ   เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับใครหลาย ๆ คนที่กำลังสนใจเรียนรู้ด้วยตนเอง  และข้อมูลด้านนี้หาอ่านยากมาก  ไม่ค่อยเห็นใครเขียนบทความให้เราได้ศึกษา  เรียนรู้คร่าวๆ ก่อนเลย

ส่วนแนวทางการศึกษา  มสธ.  ผมเอามาจากหน้าเพจแห่งหนึ่งครับ  ลองอ่านดูนะครับ  เผื่อมีกำลังใจ

https://th-th.facebook.com/RwmTawMsthWichaXekThekhnoloyiKarPhlitXutsahkrrm/posts/314348535367684


เทคนิคการเรียนกับมสธ

ก่อนอื่นต้องขอ ออกตัวก่อนนะครับว่าไม่ได้เป็นผู้รู้หรือ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการศึกษา แต่มีเพื่อนหลายท่านถามมาเกี่ยวกับเทคนิคการเรียน เรียนอย่างไรให้ประสบความสำร็จ และต้องทำอย่างไร ผมถือว่าถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้รับรู้มาละกันนะครับ

เริ่มแรกที่สมัครเรียน แต่ละท่านก็คงจะมีจุดประสงค์แตกต่างกัน เช่นอยากปรับต่ำแหน่งหน้าที่การงาน อยากเพิ่มคุณวุฒิ อยากเปลี่ยนงาน อยากได้ปริญญาสักใบ หรือเรียนเป็นเพื่อนลูก เรียนอยากให้ลูกเห็นว่าพ่อหรือแม่ก็จบปริญญานะ แต่ละคนก็มีจุดมุ่งหมายของตัวเอง ส่วนใหญ่นักศึกษาของมสธ จะอยู่ในวัยที่ทำงานแล้ว และไม่มีเวลามากพอที่จะเรียนในมหาวิทยาลัยปิดทั่วไป ก็เลยมาลงตัวที่ มสธ เพราะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในประเทศไทยที่เป็นมหาลัยเปิดที่สมบูรณ์แบบ ขนาดเรียนในเรือนจำยังได้เลย 

( ถ้าได้ย้ายไปอยู่ในนั้นชั่วคราวก็ไม่มีปัญหาในการเรียนอย่างต่อเนี่อง …อิอิ แต่คงไม่มีใครอยากเข้าไป ) 

ขอเข้าเรื่องเลยนะครับ

เทคนิคที่1 เราต้องสร้างแรงจูงใจในการเรียน เรียนเพื่ออะไร จะได้อะไรในการเรียนสาขานี้ เรียนจบแล้วจะเป็นอย่างไร แรงจูงใจ จะทำให้เราอยากที่จะเรียน เมื่อเกิดปัญหาหรืออุปสรรค์ จะทำให้เราไม่ท้อถอยง่ายๆ

เทคนิคที่ 2 การมีเพื่อนหรือกลุ่ม จะทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่โดดเดี่ยวในการเรียน เคยมีความรู้สึกนี้มั้ยครับ ตอนที่สมัครเรียนใหม่ๆ เราจะเรียนยังไง สมัครเป็นเดือนแล้วหนังสือทำไมยังไม่ได้  ได้หนังสือแล้วทำไมเยอะจัง แล้วจะอ่านยังไง  ข้อสอบจะออกแนวไหน แม้กระทั่งสอบแล้วรู้สึกทำข้อสอบไม่ได้เลยคงเรียนไม่ไหว รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่ไหวแล้ว (เลิกเรียนดีกว่า) การที่เรามีกลุ่มจะทำให้ขจัดปัญหาแบบนี้ มีเพื่อนปรึกษากัน อาจจะส่งสรุปให้กัน หรือให้คำแนะนำว่าข้อสอบที่เคยออกมาออกแนวไหน ถึงจะตกเราก็จะมีความรู้สึกที่ดี คือมีเพื่อนตกหลายคนไม่เป็นไร เรามาซ่อมด้วยกัน (หัวอกเดียวกัน) อาจจะมีเมล์ของเพื่อนไว้ติดต่อ หรือมาโพสข้อความไว้ในบอร์ดบ้างบางครั้ง ส่งข้อความดีๆให้เพื่อนบ้างบางโอกาส

เทคนิคที่ 3 จัดตารางเวลาเรียนให้ตนเอง และทำให้ได้ ข้อนี้อาจจะทำลำบากหน่อย แต่ถ้าอยากเรียนให้จบเราก็ต้องทำ ถือคติที่ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อาจจะกำหนดว่าอาทิตย์นี้เราจะเรียนรู้วิชาอะไรบ้าง หน่วยไหนบ้าง กำหนดเวลาว่างของเราและเวลาที่ใช้ในการอ่านหนังสือให้ตรงกัน ถ้าไม่รู้วันหยุดของตัวเองแน่นอนก็ให้กำหนดว่าหยุดแล้วจะอ่านหน่วยไหน และทำให้ได้ เมื่อทำได้แล้วอาจจะให้รางวัลกับตัวเองบ้างเล็กๆน้อยๆ(หลายครั้งที่ผมกำหนดกับตัวเองว่าถ้าอ่านหน่วยนี้จบ ผมจะเล่นเกม แล้วก็เล่นจริงๆนะ ก่อนสอบวิศวะพื้นฐานช่วงเช้ามืดยังเปิดซีดี อัสนี - วสันต์ ร้องคาราโอเกะตามไปด้วยเสร็จแล้วก็ทบทวนเนื้อหาที่จะสอบอีก 1 รอบ ) เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ทำให้เราไม่เครียดในการเรียน

เทคนิคที่ 4 อ่านจบหน่วยไหนต้องทำสรุปและวิเคราะห์เนื้อหา บางท่านอาจจะบอกอ่านยังไม่ค่อยเข้าใจเลย แล้วจะสรุปยังไง ให้วิเคราะห์อีกงงไปใหญ่ แต่อย่าลืมว่าแต่ละหน่วยเขาจะให้ไกด์ไลน์มา หรือแนวทางในการเรียนรู้ ก็คือจุดประสงค์การเรียนรู้นั่นเองเพราะจุดประสงค์การเรียนรู้คือสิ่งที่ทางอาจารย์ อยากให้นักศึกษารู้และให้เข้าใจ และข้อสอบก็จะออกตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ถ้าเราอยากทำข้อสอบได้เราต้องตอบคำถามจุดประสงค์การเรียนรู้ให้ได้ แปรจุดประสงค์ให้เป็นคำถามและเอาเนื้อหาในหนังสือมาตอบ ก็คือทำสรุปย่อนั่นเอง ยกตัวอย่างบางหน่วยอาจจะมี 150 หน้า แต่เราสรุปตามจุดประสงค์การเรียนรู้เหลือ 10 หน้า แล้วเวลาใกล้สอบเราก็นำสรุปย่อนี้มาอ่านอีกครั้งหนึ่ง หรืออ่านหลายๆครั้งถ้ามีเวลา อ่านสรุปแล้วงงไม่แน่ใจที่มาที่ไปก็มาดูเนี้อหาสาระรายละเอียด ในหนังสือได้อีก

เทคนิคที่ 5 บันทึกสรุปย่อเป็น MP3 ไว้ฟัง ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องบอกว่าส่วนตัวขี้เกียจอ่านหนังสือ ถ้าอ่านไปแล้วก็ไม่อยากอ่านซ้ำอีกรอบ ผมก็จะนำสรุปที่ทำมาอ่านใส่เครื่องเล่น MP3 แล้วเปิดฟัง อาจจะฟังช่วงขึ้นรถไปทำงาน ไปต่างจังหวัด นอนฟัง บางครั้งก็สลับกับการฟังเพลงบ้าง จะทำให้เราจำเนี้อหาได้ดียิ่งขึ้น เมื่อก่อนเรียนกฎหมายต้องใช้ความจำมากก็เลยอ่านใส่เครื่องบันทึกฟังก่อนนอนคือหลับก็ยังฟังอยู่ใช้ได้ผลแฮะ พอตอนสอบจำได้แม้กระทั้งมาตรา ตัวเลข จำนวน ตอนทำข้อสอบยังงงตัวเองเลยว่าจำไปได้ยังไง ก็ถือว่าเป็นเทคนิคที่น่าสนใจครับ

เทคนิคที่ 6 ทบทวนทำแบบฝึกหัดและแบบประเมินก่อนเรียนหลังเรียน การที่เราทำและทบทวนจะช่วยในแง่การคิดและวิเคราะห์ตาม หลายครั้งที่ข้อสอบจะเอามาจากแบบประเมินก่อนและหลังเรียน แต่อาจจะเปลี่ยนคำถาม หรือคำตอบ แต่เนี้อหาจะคล้ายกัน

เทคนิคที่ 7 สอนเสริมต้องดู วิชาไหนถ้ามีการสอนเสริมจะมีประโยชน์มากควรจะหาโอกาสดูเช่นสอนเสริมผ่านอินเตอร์เน็ต เราจะได้ความรู้ใหม่ และอาจารย์ก็อาจจะบอกแนวข้อสอบ แต่เราควรเตรียมตัวก่อนคือรู้ว่าจะสอนเสริมเรื่องอะไรและควรดูหนังสือล่วงหน้า เพื่อจะได้เข้าใจดียิ่งขึ้น พยายามทำโนตย่อหรือทำสรุปสอนเสริม จะเป็นประโยชน์ในการสอบมาก

ก่อนจบขอเสริมอีกเรี่องหนึ่งคือ หลักการใช้ อิทธิบาท4 หรือหลักธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จ มาประยุกต์ในการเรียน ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา 

ฉันทะ = มีความพอใจมีใจรักในการเรียน และชอบที่จะเรียนวิชานี้ เช่นผมชอบวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเพราะรู้สึกว่ามีประโยชน์ได้ช่วยเหลือตัวเอง ครอบครัว และเพื่อนที่ทำงาน ก็จะเกิดความรักและอยากที่จะเรียน 

วิริยะ = เมื่อมีความรักในการเรียนแล้วจะมีวิริยะตามมาคือ ความพากเพียร ขยันในการดูหนังสือ เพราะใจเรามีความชอบยิ่งดูก็รู้สึกได้ประโยชน์ เป็นความรู้ที่ดี ได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

จิตตะ = มีความเพียรแล้วเราก็จะต้องมีความเอาใจใส่ ความตั้งใจ สมาธิ ในการดูหนังสือตามมา ก็คือจิตตะ 

วิมังสา = การพินิจพิเคราะห์ หรือความเข้าใจ ทำความเข้าใจกับเนี้อหาในการเรียน คือใช้ปัญญาคิดตามไม่อ่านลวกๆเพื่อให้จบ อ่านแล้วคิดตาม

ท่านที่ถามมา  ผมขอตอบในนี้นะ จะได้เป็นประโยชน์กับเพื่อนท่านอื่นบ้าง วันนี้ว่างก็เลยนั่งเขียนบทความ หวังว่าคงไม่เป็นการนำมะพร้าวห้าวมาขายสวน นะครับ

มีประโยคหนึ่ง อาจารย์วันเดิม พูดไว้น่าสนใจ....
ถ้าเป้าหมายหลักของท่านคือต้องการความรู้ 
ท่านจะได้ทั้งปริญญาบัตรและความรู้
ถ้าเป้าหมายหลักของท่านคือต้องการปริญญาบัตร 
ท่านอาจจะได้เพียงใบปริญญาบัตรเท่านั้นโดยไม่ได้ความรู้ไปด้วย 
หรือท่านอาจจะไม่ได้ทั้งสองอย่างเลยก็ได้







วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2558

เรียนจบแล้ว ทำอะไร ? ไปทางไหนต่อ? (The series ตอนที่ 1)


ผมตั้งหัวเรื่องแบบนี้คงจะโดนใจน้อง ๆ หลาย ๆ คน  ที่กำลังอยู่ในช่วงของความรู้สึกเหล่านี้  มันคงจี๊ดดดดด... เข้าไปในหัวใจล่ะสิ !!!  555+++

สมัยผมเป็นนักศึกษา  พอมาถึงช่วงกำลังจะเรียนจบ  ผมก็มีความรู้เหล่านั้นเช่นกัน  คือแบบว่า... เรียนจบแล้วจะไปทำงานอะไร ?  สมัครยังไง ?  ต้องเดินทางไปยังไง ?  หรือจะเรียนต่อ ป.โท ดีไหม ?  ทางบ้านไม่ค่อยมีเงินจะทำอย่างไร ?  หรือจะกลับไปทำงานที่บ้านดี ?  ฯลฯ  ????
เมื่อตอนผมจบใหม่ ๆ  ตอนนั้นผมก็เขว...เช่นกัน !!?  คิดนั่น  คิดนี่  คิดไปหลายทางมาก  กว่าจะตัดสินใจลองลุยไปสักทางนึง  เดี๋ยวชีวิตมันคงเดินไปของมันเอง  ตอนนั้นคิดอย่างนั้นเลยครับ 

หลังจากตัดสินใจแล้ว  ก็เริ่มเดินทางไปสมัครงานที่ต่าง ๆ ใกล้ ๆ กับมหาลัยที่เราจบมาใหม่ๆ เพราะว่า  หากเดินทางไปที่อื่น  คงหลงทางแน่  และไม่ค่อยชินกับเส้นทางอีกด้วย  

การสมัครงานก็ถือได้เป็นเรื่องที่เหนื่อยพอสควรนะครับ  และมีต้นทุนเช่นกัน  ค่าเดินทาง  ค่าเอกสารต่าง ๆ ที่เราต้องเตรียมไปใช้สมัครงาน  ภาษาอังกฤษ  เรซูเม่  การกรอกใบสมัครงาน  เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้ผมเตียมล่วงหน้าประมาณ 1 สัปดาห์  ค้นหาข้อมูลจาก Google หนักมากช่วงนั้น  ทำไงได้บริษัทต่าง ๆ เขาให้เรากรอกเป็นภาษาอังกฤษ   นี่นา ...  ความรู้ก็มีแค่นี้

หลังจากสมัครงานทิ้งไว้สักเดือนสองเดือน  ก็ไม่มีวี่แวว  ว่า  บริษัทจะติดต่อกลับมา  ก็เลยหันมาสอบรับราชการ  ก.พ.  อปท.  เป็นต้น  งานด้านนี้ต้องสอบคักเลือกและรอผลเรียกบรรจุ  ขั้นแรกต้องสอบภาค ก.  ให้ผ่าน ซะก่อน   จากนั้นค่อยเอาผลสอบภาค ก.  ไปสมัครสอบภาค ข. ค.  ตามหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่เปิดสอบ  (ผลสอบภาค ก.  ของ ก.พ.  เอาไปใช้กับ  อปท. ไม่ได้นะครับ !!!)   

เมื่อสอบภาค ก. ของ ก.พ. ผ่านแล้ว  ผมก็ค้นหาสมัครงานในตำแหน่งที่วุฒิการศึกษาของผมสมัครเข้าไปได้  แต่ก็มีส่วนน้อยครับ  เพราะผมไม่ได้จบมาทางด้านเหล่านั้น  จากนั้นผมก็ไปสอบตามวัน เวลา  สถานที่สอบ  ปาด....ติโธ่   ผมต้องไปสอบใน กทม.  เชียวนะ !!! ค่าเดินทางไป  บางทีต้องไปพักใน  กทม.  แถมคนสมัครสอบเยอะมาก  บางตำแหน่งเอาแค่คนเดียว  แบบนี้...หมดหวังแน่ ๆ เลย  ฮือ...  

เมื่อสอบเสร็จก็กลับบ้านด้วยความมั่นใจ ว่า   "ผมสอบไม่ผ่านแน่ ๆ "  เพราะว่า  ข้อสอบภาค ข. ยากกว่าข้อสอบ ภาค ก. มาก ๆ เลยละครับ   เหมาะสำหรับคนที่มีประสบการณ์มากกว่าเด็กจบใหม่อย่างผม

จากนั้น  ผมมานั่งทบทวนดูว่า  สิ่งที่เราเดินทางไปสอบ  และคนมีคนสอบเยอะมากขนาดนั้น  มันจะคุ้มค่ากับเงินที่พ่อแม่เสียไปหรือเปล่า ???   จริงอยู่ที่ว่า  พ่อแม่อยากให้ทำงานราชการ  แต่ความคุ้มค่าที่สะท้อนออกมา  ไม่ได้ทำให้หลาย ๆ คนที่เกียวข้องกับเรื่องนี้คุ้มค่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย  แม้แต่น้อย...

ผมก็เลยคิดใหม่  !!???  ก็เลยตัดสินเรียนต่อ ป.โท  สาขาเดิมที่จบมาเมื่อตอน ป.ตรี  ตอนเรียนวิชาต่าง ๆ ไม่ยากเท่า ป.ตรี  ง่ายกว่าด้วยซ้ำ  เพียงแค่เราต้องตั้งใจให้มากกว่าตอน ป.ตรี  ก็พอ   มันจะยากตรงที่  งานวิจัยที่ใช้ทำวิทยานิพนธ์  นะครับ   สำหรับผมแล้ว  เรียนไม่จบ !!!  เพราะติดในเรื่องของหัวข้องานวิจัยและเวลาที่บีบเรามาตามตูด...  ทำให้เหลือเวลาหายใจไม่ได้มาก  ก็เลยตัดสินใจ  ออกซ่ะ !!!  

ที่ตัดสินใจแบบนั้น  เพราะว่า  ไม่อยากให้พ่อแม่เสียเงินไปมากกว่านี้  ถึงแม้ทางบ้านจะบอกว่าเรียนไป  ถ้าอยากเรียน  แต่ในใจลึก ๆ ผมรู้ว่า  ในใจพ่อแม่ก็อยากให้เราทำงานก่อน   อีกอย่างก็คือ  มันน่าจะคุ้มค่ามากกว่า  เพราะเราทำงานสักพักนึง  มีเงินค่อยเรียนต่อก็ได้  และมีประสบการณ์ทำงานอีกด้วย  มันจะทำให้เราคิดออก  ว่า เราจะเรียนต่อทางไหนดี ?  

จากนั้น  ผมก็เริ่มสมัครงานอีกครั้งนึง  ช่วงนี้ผมตั้งใจและมุ่งมั่นมากกว่าคราวทีแล้ว  ซ้อมการเขียนใบสมัครงาน  เรซูเม  ส่งใบสมัครงานผ่านเน็ตไปเยอะมาก ๆ  ทั้งพื้นที่ใกล้เคียงก็กวาดเรียบ  สุดท้ายก็ได้งานที่ตรงสายงานที่เราเรียนจบมาและได้ใช้มันอย่างเต็มความสามารถ

พอมาถึงตรงนี้  ก็ทำให้เรามองอนาคตออก  ว่า  เราต้องเดินทางใช้ชีวิตอย่างไร ?  การเรียน ป.โท สำคัญหรือไม่ ?  เรียนสาขาไหน ?  ให้ผลดีการทำงาน การใช้ชีวิตอย่างไร ?  คุ้มค่าไหม ?  หรือเราจะเรียนเฉพาะบางเรื่อง อบมบางคอร์ส ได้หรือไม่ ?  ฯลฯ   

สิ่งเหล่านี้เป็นโจทย์ข้อสำคัญเสมอ  ในการใช้ชีวิตเพื่อเดินต่อไป  ถึงแม้ว่าเราอาจจะต้องเดินคนเดียวก็ตามที

การวางแผนก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน  เราต้องลำดับเรื่องราว ทางเดินของชีวิตไว้ดี ๆ ตองแผน A B  C ...  ดั่งในบทความข้างต้น  จะเรื่องของการวางแผนแอบ ๆ อยู่  แต่ผมไม่ได้เน้นให้อ่านเจอประเด็นนี้  เอาไว้บอกทีหลังในย่อหน้านี้ดีกว่า  555++  

ปัจจุบันนี้ผมก็ได้งานทำเป็นหลักแหล่งและมีเวลาเหลือพอที่จะหาเรียนเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาความรู้ หรือ คุณภาพชีวิต  ต่อไป  เพื่อให้เหมาะสมกับรายได้  รายจ่าย  ที่เหมาะสมกับเรา

สรุปสาระสำคัญของเรื่องราวที่ผ่านมา

  • การวางแผนเป็นสิ่งสำคัญของใช้ชีวิต  จำเป็นต้องมีแผนในใจ  คร่าว ๆ ก็ได้  A  B C แล้วแต่สถานการณ์
  • การตัดสินใจลงมือทำ   สิ่งนี้ต้องกล้าที่ลองทำ  คนสำเร็จในหลาย ๆ ด้านเค้าบอกไว้ว่า  "ต้องลงมือ"  ถึงแม้จะล้มเหลว  แต่อย่าล้มเลิก
  • ความคุ้มค่าในสิ่งที่จะลงมือทำ  สิ่งเหล่านี้คือตัวกรอกการชั่งใจว่า  จะทำ หรือ ไม่ทำ  เพราะหากลงมือทำไปโดยไม่หาข้อมูล  คิด  วิเคราะห์ และสรุปออกมาเป็นได้  นั้น  จะทำให้เราลงมือพายเรือเล็กออกไปไม่เจอฝั่ง

หากน้อง ๆ ต้องการปรึกษา  ผมก็ยินดีครับ  เข้ามาพูดคุยกันได้  ทาง Comment ของเว็บไซต์นี้  หรือช่องทางอื่น ๆ ก็ได้ครับ

หวังว่าบทความ The Series ตอนที่ 1 นี้  จะช่วยให้น้อง ๆ หลาย ๆ คนได้เกิดไอเดีย  นะครับ  ว่า  เราจะเดินทางไปทางไหน ?  จะทำอะไรต่อจากนี้ ?

สวัสดีครับ ....











วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2558

การเรียนรู้ไม่มีวันจบ !!!

การเรียนในมหาลัยนั้น  เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความรู้รอบตัว  เพียงเอาเนื้อหามาจัดเรียงให้เรียบง่ายเป็นลำดับขั้นตอน  ก็เพื่อการเรียนรู้ให้รวดเร็ว  บางอย่างอาจไม่สอน  บางตำราที่เรียนก็ยังเหลือเนื้อหาที่ยังไม่ได้เรียนก็มี  บางครั้งเราอาจจะคิดในใจว่า...

ทำไมอาจารย์ไม่สอน ?

แต่จริงๆ แล้ว  การเดินทางออกจากรั้วมหาลัยมานั้น  สิ่งที่ต้องบอกตัวเองอยู่เสมอ  ก็คือ
เติมความรู้ให้จัวเองบ้าง  เติมเต็มในสิ่งที่อยากรู้และควรรู้ในสิ่งที่ช่วยดำเนินชีวิต

หลังจากที่ผมทำงานมาได้สองปี  จะพบว่า  คนเรามักจะห่างจากหนังสือ  และมักจะบอกว่าไม่มีเวลาอ่าน  ทั้งที่เขาเหล่านั้นเรียนจบมา  ได้เกียรตินิยมทั้งนั้น  เกรด GPAX สูงๆ ทั้งนั้น  (ส่วนผมได้แค่เกรดนิยมเท่านั้นเอง 2.67) 

ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับระบบการทำงานที่บริษัทวางรากเอาไว้  จึงส่งผลให้คนที่เรียนจบ  เกรดสูง  นั้น  หมดสมรรถนะเนื่องจากการทำงานไม่ได้เอื้อต่อการใช้ประโยชน์จากคนเรียนจบเกรดสูง 

อย่างไรก็ตาม  เราต้องวางราก  วางเส้นทางของตนเองไว้ดีๆ  หลายๆด้าน  ว่างๆ ก็หาหนังสือที่เกี่ยวข้องกับตัวเองมาอ่านบ้าง  เผื่อวันหนึ่งเราจะได้เดินไปทางนั้น...หากทางนี้มันตันแล้ว  เผื่อว่าเราจะลาออกจากงานเพื่อเกษียรอายุงานตัวเอง  เนื่องจากมีเงินเก็บไว้หลายที่มากพอจะเป็นแบบนั้นได้  เผื่ออยากจะทำงานเพื่อสังคมบ้าง  เป็นต้น  

เราจำเป็นต้องอ่านหสังสือ  หาความรู้ไว้หลายๆด้าน  นะครับ

ในรูปเป็นหนังสือส่วนหนึ่งเท่านั้น  ที่ผมหามาอ่านเพื่อพัฒนาการทำงาน  พัฒนาการใช้ชีวิต  และการออมเงินและลงทุน 

สู้ ๆ นะครับ...