แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเงิน ธนาคาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเงิน ธนาคาร แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2563

First Choice ออกมาตรการ พักเงินต้น พักดอกเบี้ย (สู้โควิด 19)



มาตรการที่ 2 : 
พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยนานสูงสุด 2 รอบบัญชีแบบอัตโนมัติ (ไม่ต้องลงทะเบียนหรือโทรแจ้งบริษัท) โครงการ #เราจะก้าวผ่านไปด้วยกัน ช่วยเหลือสมาชิกกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดไวรัสโควิด-19

สมาชิกบัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ทุกท่าน จะได้รับการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยนานสูงสุด 2 รอบบัญชีแบบอัตโนมัติ ไม่ต้องลงทะเบียน หรือ โทรแจ้งรับสิทธิ์กับบริษัทฯ

บริษัทฯ ขอเรียนแจ้งมาตรการให้ความช่วยเหลือสมาชิกบัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ในเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยนานสูงสุด 2 รอบบัญชีแบบอัตโนมัติ  ทั้งลูกค้าบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล เพื่อลดภาระลูกค้าทุกราย ที่มีวันครบกำหนดชำระตั้งแต่ 14 เมษายน 2563 ถึง 12 มิถุนายน 2563 (โดยดอกเบี้ยยังคงคำนวณตามอัตราปกติแบบลดต้นลดดอก ทั้งนี้สถานะบัญชีของท่านในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจะไม่เปลี่ยนแปลง)

*กรณีลูกค้าไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ลูกค้าสามารถชำระเงินในแต่ละรอบกำหนดชำระได้ตามปกติ โดยชำระเท่ากับหรือมากกว่ายอดชำระขั้นต่ำ เพื่อให้ยอดหนี้ลดลงและไม่มีรายจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มเติม




วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ให้เงินทำงาน โดย กอบศักดิ์ ภูตระกูล



2-3 สัปดาห์ก่อน ได้อธิบายไปแล้วว่า ออมอย่างไรจึงจะมีเงินเก็บ วันนี้ผมขออธิบายเคล็ดลับขั้นต่อไปที่จะทำให้ชีวิตมีเงินมากยิ่งขึ้น ผ่านแนวคิด “การให้เงินทำงานรับใช้เราอย่างเต็มที่”

อ่านถึงตรงนี้ ผู้อ่านอาจประหลาดใจว่า การให้เงินทำงานรับใช้เราอย่างเต็มที่นั้น เป็นไปได้อย่างไรเพราะ (1) เงินไม่มีชีวิตจิตใจ แล้วเงินทำงานได้ด้วยหรือ? และ (2) ก็ฝากเงินที่แบงก์ไว้กินดอกแล้วยังจะว่าเงินทำงานรับใช้เราไม่เต็มที่ได้อย่างไร?

หัวใจเรื่องนี้อยู่ที่คำ 2 คำ คือ “ทำงาน” กับ “เต็มที่”

1.  ให้เงินทำงาน บางคนคิดว่าการมีเงินออมเก็บไว้ในกระปุก หรือซ่อนไว้ใต้เตียง ก็น่าจะดีพอแล้วเพราะคนอื่นๆ หลายคนแม้กระทั่งออมก็ยังไม่เคย ในประเด็นนี้ การรู้จักเก็บออม เก็บเล็กผสมน้อยเป็นเรื่องที่น่ายกย่องสรรเสริญอย่างยิ่ง เพราะต้องมองการณ์ไกล มีวินัยในชีวิต รู้จักที่จะไม่เลือกความสุขในวันนี้ เก็บออมไว้สำหรับอนาคต

ตรงนี้ขอฝากบอกว่า ถ้าออมได้แล้ว แต่เงินยังเก็บอยู่ในกระปุก ก็น่าเสียดายยิ่ง เพราะหมายความว่าเงินไม่สามารถผลิดอกออกผล แตกลูกหลานมารับใช้เรา เมื่อถึงยามจำเป็น ก็จะมีแต่ต้นของเงินที่เราเก็บไว้เท่านั้น ที่จะมาสนองความต้องการและความจำเป็นของเรา ชีวิตก็จะต้องอยู่อย่างกระเบียดกระเสียด


แต่ถ้ารู้จักนำเงินที่มีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น ฝากเงินฝาก ซื้อทอง ซื้อที่ดิน ซื้อประกันชีวิตซื้อพันธบัตร ซื้อกองทุน ซื้อหลักทรัพย์ ใช้เป็นเงินทุนในการทำธุรกิจ เงินก็จะทำงาน งอกเงยทวีคูณเป็นพ่อแม่เงิน ลูกเงิน หลานเงิน เหลนเงิน ที่พร้อมที่จะรับใช้เราในยามที่เราแก่เฒ่า ก็เรียกว่า รู้จักให้เงินทำงาน

2. ให้เงินทำงานอย่างเต็มที่ จากข้อมูลพบว่า คนไทยส่วนมากรักแบงก์เป็นพิเศษ พอมีเงินก็ต้องเอาไปฝากที่แบงก์ จนกระทั่งเงินของคนไทยกว่า 50% อยู่ในบัญชีเงินฝาก เรียกว่ารักแบงก์มาก ไม่ว่าดอกเบี้ยจะเหลือต่ำเตี้ยติดดินแค่ไหน 0.5-1.0% ก็ขอฝากแบงก์ไว้ก่อน

เรื่องนี้ก็พอเข้าใจได้ว่า คนไทยต้องการความมั่นคงของชีวิต ต้องการความมั่นคงของเงินที่เก็บไว้ไม่อยากให้เงินต้นหาย ก็เลยเลือกที่จะฝากธนาคารไว้กินดอก ต้นก็อยู่ครบ แถมเหงา ก็ยังมีแคชเชียร์แบงก์เป็นเพื่อนคุยอีกด้วย

แต่การฝากเงินในแบงก์ไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ถ้าจะเทียบให้ทุกคนเห็นภาพ การมีเงินเก็บออมก็เหมือนมีลูกจ้าง ถ้าบริษัทมีลูกจ้างหลายคน แต่ทุกคนนั่งนิ่งๆ หรือนั่งพับถุง ไม่ทำงานรับใช้เราแบบหามรุ่งหามค่ำ บริษัทก็คงยากจะเจริญได้ ชีวิตเราก็เช่นกัน ถ้าเงินไม่ทำงาน ออกลูกหลานเพียงทีละนิด ไม่เกิดประโยชน์เต็มที่ ก็น่าเสียดายอย่างยิ่ง

ตรงนี้ ผมขอแอบสารภาพว่า ในอดีตก็มักฝากเงินไว้ที่ธนาคารเช่นกัน เพราะง่าย ไม่ต้องคิดอะไรตอนนี้พอทราบถึงแนวคิด “การให้เงินทำงาน” ก็เลยเข้าใจทันทีว่าเราผิดไปถนัด มีเงินแต่ไม่เคยให้เงินทำงานอย่างเต็มที่ เพราะขี้เกียจตัดสินใจ ขี้เกียจคิดว่า จะส่งให้เงินไปทำงานที่ไหนดี นับเป็นการบกพร่องต่อตนเองอย่างร้ายแรง เพราะปล่อยให้ลูกน้องนั่งๆ นอนๆ อยู่เฉยๆ อู้งาน ไม่ทำงานหลบนอนอยู่ในแบงก์

พอคิดได้เช่นนี้ ก็เลยปรับปรุงตัวยกใหญ่ นำเงินที่เก็บออมไปลงทุนในสิ่งต่างๆ โดยคัดเลือกโอกาสการลงทุน เลือกโครงการที่เหมาะสม ให้เงินที่เราเก็บออมนั้นเกิดประโยชน์สูงที่สุด ซึ่งตอนนี้กล่าวได้ว่า เงินที่นั่งอยู่นิ่งๆ แทบจะไม่ค่อยมี เพราะได้กระจายเงินที่มีไปยังโอกาสลงทุนต่างๆ ซึ่งต่างทำงานกันอย่างเข้มแข็ง เป็นที่ปลื้มใจของเจ้าของอย่างยิ่ง จึงขอนำแนวคิดที่น่าสนใจนี้มาฝากทุกท่านเพื่อแต่ละคนจะได้เริ่มถามตนเองว่า เงินออมที่เรามีอยู่นั้น ได้ทำงานรับใช้เราอย่างเต็มที่แล้วหรือยังและครั้งหน้าจะเล่าถึงเคล็ดลับการเลือกโครงการให้เงินทำงานต่อไปครับ


วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ ปี 2557


  • 1.รายได้สุทธิ 150,000 บาทแรก ได้รับการยกเว้นภาษีเหมือนเดิม ตามพระราชกฤษฎีกา
    (ฉบับที่ 470) พ.ศ. 2551
  • 2.รายได้สุทธิ 150,001-300,000 บาท จากเดิมเสียภาษี 10% >> 5%
  • 3.รายได้สุทธิ 300,001-500,000 บาท เสียภาษี 10% เหมือนเดิม
  • 4.รายได้สุทธิ 500,001-750,000 บาท จากเดิมเสียภาษี 20% >> 15%
  • 5.รายได้สุทธิ 750,001-1,000,000 บาท เสียภาษี 20% ตามเดิม
  • 6.รายได้สุทธิ 1,000,001-2,000,000 บาท จากเดิมเสียภาษี 30% >> 25%
  • 7.รายได้สุทธิ 2,000,001-4,000,000 บาท เสียภาษี 30% ตามเดิม
  • 8.รายได้สุทธิตั้งแต่ 4,000,000 บาท จากเดิมเสียภาษี 37% >> 35%
ส่วนผมคงจะอยู่ที่ข้อ 2 ดังนั้น ผมคงต้องเสียภาษีตามกฎหมาย  แต่คงลดหย่อนได้ทั้งหมด  อีกอย่าง...ผมคงไม่วันที่จะได้เงินสามแสนบาทต่อปีแน่ ๆ เพราะเป็นเพียงแค่ลูกจ้างคนนึง..

วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555

บัตรเดบิต Debit Be 1 st



สะดวกสบายยิ่งขึ้นไปกับบัตรเดบิตบีเฟิสต์
บัตรเดบิตบีเฟิสต์ให้ท่านใช้ชีวิตอิสระง่ายๆ ด้วยบัตรเพียงใบเดียว โดยท่านจะได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้นจากการใช้บัตรเพื่อจับจ่ายซื้อสินค้าโดยไม่ต้องพกพาเงินสดให้ยุ่งยาก และสามารถถอนเงินสดจากเครื่องเอทีเอ็มได้ทุกที่ทั่วโลก

ใช้จ่ายด้วยบัตรเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ
ท่านสามารถใช้บัตรเดบิตบีเฟิสต์ชำระค่าสินค้าและบริการ ณ ร้านค้าที่มีเครื่องหมาย  VISA  ทุกแห่งในประเทศไทย และใน 170 ประเทศทั่วโลก

นอกจากนี้ ท่านยังสามารถใช้บัตรเดบิตบีเฟิสต์ชำระค่าสินค้าและบริการทางอินเทอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัย ด้วยบริการ Bualuang iPay ของธนาคารกรุงเทพ ที่เพิ่มระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูง ช่วยให้ท่านมั่นใจได้ว่าจะปลอดภัยจากการทุจริตโดยบุคคลที่แอบอ้าง เนื่องจากระบบจะทำการตรวจสอบรหัสผ่านและยืนยันว่าผู้ที่กำลังใช้บัตรทำรายการผ่านระบบออนไลน์คือเจ้าของบัตรที่แท้จริง

พิเศษ ส่วนลดและสิทธิประโยชน์มากมาย เมื่อใช้บัตรเดบิตบีเฟิสต์ ณ ร้านอาหาร หรือร้านค้าต่างๆ ทั่วประเทศที่ร่วมรายการ


ถอนเงินสดได้รวดเร็วและง่ายดาย
ท่านสามารถใช้บัตรเดบิตบีเฟิสต์ถอนเงินหรือทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็มธนาคารกรุงเทพและทุกธนาคารทั่วประเทศ และกับเอทีเอ็มเครื่องใดก็ได้ที่มีเครื่องหมาย 'ATM Pool'  รวมทั้งเครื่องเอทีเอ็มในต่างประเทศที่มีสัญลักษณ์ PLUS VISA

การใช้บัตรเดบิตบีเฟิสต์เพื่อชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือถอนเงินสดในต่างประเทศ ธนาคารจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในสกุลเงินบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนกลางของ VISA ซึ่งบวกเพิ่มอัตราแลกเปลี่ยนไม่เกินร้อยละ 2.5 เป็นฐานในการคำนวณ และธนาคารคิดค่าธรรมเนียมการถอนเงิน รายการละ 100 บาท

ประโยชน์ของบัตรเดบิตบีเฟิสต์
  • ไม่มีดอกเบี้ยจากการใช้จ่าย
  • ไม่มีรายการเรียกเก็บเงินประจำเดือน - รายการค่าใช้จ่ายจะถูกหักจากบัญชีของท่านทันทีที่มีการใช้จ่ายด้วยบัตร
  • ไม่ต้องกังวลกับการถูกตรวจสอบสถานภาพการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต
  • ลดการพกพาเงินสด - ท่านสามารถใช้บัตรเดบิตบีเฟิสต์ชำระค่าสินค้าและบริการแทนเงินสดได้
  • ใช้ได้ทั่วโลก - ณ ร้านค้าที่มีสัญลักษณ์วีซ่าทุกแห่ง รวมทั้งร้านค้าออนไลน์ที่รับบัตรวีซ่า
  • ปลอดภัยกว่า - หากบัตรเดบิตบีเฟิสต์ของท่านสูญหายหรือถูกโจรกรรม ท่านสามารถแจ้งยกเลิกบัตรได้ทันทีที่บัวหลวงโฟน โทร. 1333 หรือ 66 (0) 2645 5555
  • รับสิทธิประโยชน์มากมายเมื่อใช้จ่ายด้วยบัตร
  • บริหารการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ - ท่านสามารถตรวจสอบรายการใช้จ่ายด้วยบัตรเดบิตบีเฟิสต์ ผ่านบริการบัวหลวงไอแบงก์กิ้ง

บริการอื่นๆ สำหรับผู้ถือบัตรเดบิตบีเฟิสต์
นอกจากการถอนเงินสดจากเครื่องเอทีเอ็มและชำระค่าสินค้าหรือบริการแล้ว ท่านยังสามารถใช้บัตรเดบิตบีเฟิสต์ทำธุรกรรมต่างๆ ได้ ดังต่อไปนี้
  • ตรวจสอบยอดเงินในบัญชีที่ลงทะเบียนไว้กับบัตรเดบิตบีเฟิสต์ ได้สูงสุดถึง 10 บัญชี ผ่านเครื่องเอทีเอ็ม (บัญชีกองทุนรวม, บัญชีกระแสรายวัน, และบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์) 
  • โอนเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็มไปยังบัญชีอื่นธนาคารกรุงเทพ หรือโอนไปธนาคารไทยอื่นๆ
  • ซื้อหรือขายกองทุนรวม
  • เติมเงินโทรศัพท์มือถือ ชำระค่าบัตรเครดิต ชำระค่าสาธารณูปโภค ผ่านเครื่องบัวหลวงเอทีเอ็ม
  • ชำระภาษีผ่านเครื่องบัวหลวงเอทีเอ็ม
  • ทำธุรกรรมผ่านบริการบัวหลวงโฟน
  • ทำธุรกรรมผ่านบริการบัวหลวงไอแบงก์กิ้ง

เชิญสมัครวันนี้และรับความสะดวกสบายเกินคุ้มกับค่าธรรมเนียมแรกเข้าเพียง 100 บาท และค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท