แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พูดคุยทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พูดคุยทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

ฤดูเห็ดออก (เก็บเห็ด)

เห็ดปลวก เห็ดแป้ง  เป็นเห็ดที่หาได้ง่ายกว่าเห็ดชนิดอื่น ๆ เห็ดเหล่านี้จะงอกออกหลังจากฝนตกหนัก ๆ สักช่วงหนึ่ง  หลังจากนั้นชาวบ้านจะพากันออกหาเห็ดเหล่านี้มาขายหรือนำมาแกงกินเองภายในครอบครัว  ปัจจุบันนี้ผืนป่าถูกบุกรุก  ถากถางไปเยอะพอสมควร  ทำให้ระบบนิเวศขาดสมดุล  เป็นเรื่องยากที่จะหาเห็ดชนิดต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าเมื่อก่อน


การนำมาประกอบอาหารก็ไม่ยากมากนัก  เพียงนำเห็ดมาล้างดิน  ขูดดินที่ติดรากออกไป  แช่น้ำสักหน่อยเพื่อให้ดินหลุดออกจากดอก  จากนั้นก็ต้ม  แกง  ผัด  หรือซุปเห็ดก็อร่อยไปอีกแบบ  สำหรับใครที่อยากกินเมนูเห็ดที่ว่ามานี้  ต้องลองไปอยู่แถวต่างจังหวัดสักพักหนึ่ง  หรือไม่ก็เดินไปหาซื้อแถวตลาดเผื่ออาจะมีขายบ้าง  แต่คาดว่าคงจะหาซื้อยากพอสมควร



อุตสาหกรรมการเกษตรของไทย  ยังไม่เป็นระบบอยู่หลายด้าน  หากหลายๆ ฝ่ายทำงานเชิงรุกกันมากขึ้น  คาดว่าจะทำให้ไทยเรามีของกินเต็มบ้านเต็มเรือนมากกว่านี้  ของป่าทุกอย่างจะนำมาเพาะเลี้ยง  ปลูกไว้ในแปลงได้เอง  แม้แต่จิ้งหรีด  ปลา กบ ฯลฯ ก็เลี้ยงได้เช่นกัน  ทุกววันนี้ชาวบ้านก็เลี้ยงได้ด้วยตนเอง  โดยไม่หวังพึ่งเกษตรตำบล เกษตรอำเภอ

ปลาหมอบืน เกยตื้น

ปลาหมอเกยตื้น  จะพบเห็นได้ง่ายในหน้านา (ฤดูทำนา)  หลังจากที่ฝนตกหนักๆ หากเราไปเดินเล่นตามคันนาหรือทางน้ำไหลต่าง ๆ จะพบเห็นขบวนปลาพากันเกยตื้นไปยังที่ต่าง ๆ (ไม่รู้ที่ไหนเช่นกัน)  ในช่วงเวลานี้จะทำให้เราจับปลาได้ง่ายมาก ๆ ส่วนใหญ่จะพบแต่ปลาหมอ  ส่วนปลาใหญ่ๆ เช่น ปลาช่อน ปลาดุก  ก็มีบ้างแต่น้อยกว่าปลาหมอ





วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เคยทำงานคนเดียวบ้างไหม ?


คำถามนี้อาจโดนใจหลาย ๆ คน  เพราะว่าการทำงานในปัจจุบันนี้ไม่ค่อยเห็นการทำงานร่วมกันเป็นทีมสักเท่าไร  อาจจะมีบ้างแต่คงน้อยนิด  ส่วนใหญ่การทำงานอาจถูกแบ่งตามหน้าที่อยู่แล้ว  จากนั้นระบบงานจะถูกรวมในตัวมันเอง  แต่ถ้าหากไม่ได้กำหนดสัดส่วนงานให้คล้องจองกันล่ะ  จะเกิดอะไรขึ้น??

เกิดงานมั่ว ยังไงล่ะ !!!

เป็นสิ่งที่แน่นอนอยู่แล้วว่า  ลูกน้องจะไม่รู้ขอบเขตงานของตนเอง  บางครั้งอาจรองานจากหัวหน้าสั่งมา  แต่บางทีลูกน้องอาจทำให้ไม่ดี  "ตามใจสั่งมา"  ก็เป็นได้   


งานลักษณะนี้จะทำให้เกิดความคลุมเครือในการทำงาน  ในแง่มุมหนึ่งอาจจะดูดีว่า  จะช่วยกันทำงานเป็นทีม  แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้น  อีกมุมมองหนึ่งอาจเกิดการเห็นแก่ตัวก็เป็นได้  เช่น  คนนั้นทำมากกว่าคนนี้  แถมยังต้องช่วยคนนั้นอีก  เฮ่อ...  ประมาณนี้

งานแบบี้จะโทษใครไม่ได้   ถ้าโทษก็ต้องโทษองค์กรที่ไม่กำหนดงานให้ชัดเจนตั้งแต่แรก  จึงส่งผลกระทบต่อการทำงานของลูกน้อง  และอาจส่งผลต่อ ๆ ไปยังส่วนงานอื่น ๆ ในองค์กรอย่างแน่นอน  เพราะจากการทำงานมานั้น  จะได้ยินอยู่บ่อย ๆ ว่า  

ระบบงานไม่ดี  ก็เลยทำให้  ผลงานของแต่ละฝ่ายออกมาไม่ดี

วันนี้ผมก็เอาเรื่องจริงมาเล่าเพียงเท่านี้  เพื่อนคิดเห็นอย่างไร  ช่วยมากระหน่ำ  Comment กันได้ที่นี้เลยนะครับ  ^_^

วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

หาหนังสือดี ๆ อ่านประกอบการทำงานที่ไหนดี ?


ตอนสมัยเรียนมหาลัย  พากันอ่านหนังสืออย่างหนักหน่วงเพื่อหวังว่าจะต้องผ่านการสอบรายวิชานั้นให้ได้  แต่เมื่อจบออกมาทำงาน  การอ่านหนังสือเพื่อสอบให้ผ่านจะไม่มีบรรยากาศแบบนั้นหลงเหลือแต่อย่างใด  แต่จะมีเป้าหมายในอีกเส้นทางหนึ่งก็คือ  

"การอ่านหนังสือเพื่อให้ทำงานสำเร็จ"  

ด้วยปัจจัยเหล่านี้เองที่ทำให้ผมต้องแสวงหาหนทางดับทุกกข์...เย๊ยยย... หนทางสว่างต่างหากล่ะ ^_^  ก็เพื่อให้เราทำงานนั้นได้สำเร็จ  และมีแบบแผนในการทำงานอื่น ๆ ต่อไป  

ในส่วนงานของผม  ทำเกี่ยวกับงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้า  แต่ด้วยตำแหน่งงานประกอบกับระบบและโครงสร้างของบริษัท  จึงทำให้ผมต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา  กลายเป็นว่าสิ่งที่เรียนมานั้น  มันไม่เพียงพอกับการทำงาน  เฮ่อ.. !!  (T_T)  ไม่ว่าจะเป็นร้านหนังสือ  หรือ  สำนักพิมพ์ต่าง ๆ ผมค้นหาข้อมูลอย่างเต็มที่เพื่อให้พบหนังสือที่โดนใจ   


วันนี้ผมก็ขอแนะนำเว็บไซต์ของ  สำนักพิมพ์  วิทยพัฒน์ จำกัด  ซึ่งเป็นงานเขียนที่ละเอียดถี่ถ้วนเหมาะสมกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง  แถมยังมีเนื้อหาเหมาะกับการเรียน ป.ตรี  โท เอก  อีกด้วย  ซึ่งต่างจากหนังสือเล่มอื่น ๆ ที่ผมเคยคลุกวงในมา  บางเล่มไม่บอกที่มาที่ไป  ต้นตอมากไหน  แนวคิดเป็นอย่างไร  ทำให้เราเข้าใจยากต่อการประยุกต์ใช้งาน  สำหรับสำนักพิมพ์  วิทยพัฒน์  ก็ทำให้ผมได้เติมเต็มในชีวิตทำงานของผมได้เป็นอย่างดี 
ปล. ผมเขียนแนะนำในบทความนี้  ไม่ได้รับค่าตอบแทนแต่อย่างใด  นำมาบอกเพื่อน ๆ เผื่อจะได้เติมเต็มชีวิตไปด้วยกัน  ขอบคุณครับ  



เข้าชมเว็บไซต์

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

คุณชอบทำงานในร้านกาแฟไหม?

ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบทำงานในร้านกาแฟ อาจด้วยเหตุผลของบรรยากาศสบายๆ กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟ หรือเสียงคนคุยกันเบาๆ 

กลางปีที่แล้วมีการวิจัยชื่อ "Is Noise Always Bad? Exploring the Effects of Ambient Noise on Creative Cognition." ที่จัดทำโดย Ravi Mehta เพื่อศึกษาว่า เสียงจากบรรยากาศรอบตัวมีผลต่อการทำงานของสมองอย่างไร

ผลลัพธ์ได้ออกมาว่า ระดับเสียงรอบตัวที่ทำให้สมองทำงานมีประสิทธิภาพมากที่สุดอยู่ที่ประมาณ 70 เดซิเบล ในขณะที่ระดับเสียงเบาประมาณ 50 เดซิเบล หรือดังประมาณ 85 เดซิเบล ไม่เกิดผลดีต่อการทำงานของสมอง

การวิจัยนี้สรุปผลว่า ครั้งหน้าถ้าคุณเกิดคิดอะไรไม่ออก ไอเดียตีบตัน จงมุ่งหน้าไปที่ร้านกาแฟ ไม่ใช่ห้องสมุด หรือแทนที่จะฝังตัวอยู่ในห้องเงียบๆ คนเดียว ลองเดินออกจากคอมฟอร์ตโซน ไปยังสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังระดับพอดี จะช่วยให้สมองของคุณคิดสร้างสรรค์ได้ดีขึ้น

ผลวิจัยนี้คงทำให้ใครหลายคนพยักหน้าหงึกๆ (โดยเฉพาะเหล่าฟรีแลนเซอร์หรือคนทำงานอิสระ) เพราะมีข้ออ้างที่จะออกจากบ้าน แต่เชื่อเถอะครับว่าผลวิจัยนี้เป็นแค่ปัจจัยเสริมเท่านั้น สาเหตุจริงๆ ที่คนทำงานอยู่บ้านกันไม่ค่อยได้


เป็นเพราะ "ความเหงา" ต่างหาก

Forrester Research ได้ทำการสำรวจพบว่า ปัจจุบันมีผู้ทำงานอิสระมากกว่า 375 ล้านคนทั่วโลก ถ้าให้เดา เกือบครึ่งน่าจะเป็นคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 20-35 ปี

Genevieve DeGuzman หนึ่งในผู้เขียนหนังสือ "Working in the UnOffice" แจกแจงข้อดีของการทำงานที่บ้านต่อไปนี้ 

ความยืดหยุ่นสูง ตั้งตารางเวลา เลือกสถานที่ทำงานและวิธีการทำงานของตัวเองได้

การเดินทางที่น้อยลง ไม่ต้องเดินทางไปทำงานไกลๆ ไม่ต้องหงุดหงิดกับรถติด

ลดค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจ จะประหยัดค่าใช้จ่ายการเช่าออฟฟิศได้มาก

แต่กระนั้นเอง แม้จะเป็นการทำงานที่ไม่มีหัวหน้า ไม่มีออฟฟิศ แต่ผลการสำรวจพบว่าคนทำงานอิสระส่วนใหญ่เลือกที่จะแต่งตัวไปร้านกาแฟมากกว่าที่จะนอนทำงานอยู่บ้าน DeGuzman ได้ตั้งข้อสังเกตถึงข้อเสียของการทำงานที่บ้านไว้หลายข้อ เช่น

ทำให้เกิดอาการขี้เกียจ เพราะมีสิ่งที่รบกวนสมาธิมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่ต้องซักหรือโซฟาที่น่าเอนนอน

ทำงานมากเกินไป แบ่งแยกความเป็นบ้าน และที่ทำงานไม่ออก

ข้อสุดท้ายเธอเขียนว่า ทำงานอย่างโดดเดี่ยว บางครั้งอาจรู้สึกเหงา หรือห่างเหินจากสังคม หรือที่เรียกกันว่า Freelance Isolation

แต่แม้ร้านกาแฟจะเป็นหมุดหมายของคนทำงานอิสระ ทว่า หลายๆ ครั้งก็ต้องยอมรับว่ามันไม่สะดวกเอาเสียเลย

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่ไม่แน่นอนความปลอดภัยของการทำงานในที่สาธารณะที่มีคนพลุกพล่านตลอดเวลา ต้องลุ้นทุกครั้งว่าจะหาโต๊ะใกล้ปลั๊กไฟได้หรือไม่ หรือการที่ทางร้านอยากจะไล่คนที่ไม่ค่อยสั่งอะไรทาน เพื่อให้มีการหมุนลูกค้ามากขึ้น

แล้วในที่สุดก็มีการค้นพบจุดตรงกลางระหว่างร้านกาแฟและบ้าน 

สิ่งนั้นเรียกว่า coworking space หรือ พื้นที่ที่ใช้ทำงานร่วมกันของคนที่มาจากต่างสายงาน อาจมีลักษณะเป็นสำนักงานทั่วไป โฮมออฟฟิศ หรือห้องทำงานเล็กๆ

แต่จะแตกต่างจากการทำงานในออฟฟิศทั่วไปคือ ทุกคนทำงานอิสระ ไม่ได้เป็นพนักงานของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบทำงานเป็นรูทีน หรือตอกบัตรเข้าออฟฟิศ เช่น ดีไซเนอร์ นักพัฒนาโปรแกรม ผู้ประกอบการใหม่ นักเขียน 

coworking space แห่งแรกของโลกก่อตั้งโดย Brad Neuberg ในเมืองซานฟรานซิสโก ชื่อ The Hat Factory ซึ่งเป็นที่พบปะของนักเขียนด้านไอที 3 คน แต่ไปๆ มาๆ ก็เริ่มมีคนแวะเวียนมานั่งทำงานด้วย

จนในที่สุด Brad จึงจับมือกับเพื่อนๆ ก่อตั้ง Citizen Space ซึ่งเป็น Coworking Space แห่งแรกที่ตั้งขึ้นสำหรับนั่งทำงานจริงๆ

coworking space ส่วนมากจะมีโต๊ะหรือบริเวณทำงานส่วนตัวที่สามารถมาเช่าเฉพาะเวลาหรือเต็มเวลาก็ได้ (ค่าบริการต่อวันทั่วไปจะเท่ากับกาแฟสตาร์บัคส์ 2 แก้ว) มีอุปกรณ์สำนักงานหรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ไว้ใช้ร่วมกันได้ เช่น เครื่องดื่ม ปริ๊นเตอร์ สัญญาณอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ห้องประชุม ครัว บริเวณพักผ่อน ไปจนถึงโต๊ะปิงปอง! 

ปัจจุบันกระแส coworking space กำลังบูมอย่างมากสำหรับคนรุ่นใหม่ในต่างประเทศ มีอัตราการเติบโตต่อปีสูงเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ 5 ปีติดกัน ในนครนิวยอร์กมี coworking space มากกว่า 60 แห่งเช่นเดียวกับอีก 6 ทวีปทั่วโลกที่คาดว่าน่าจะมีจำนวนมากกว่า 2,000 แห่ง

ความพิเศษอีกอย่างของ coworking space คือ "ชุมชน"

ด้วยบรรยากาศสบายๆ ไม่ซีเรียสเกินไป และเต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ที่มีหัวคิดคล้ายกัน ทำให้โอกาสที่แต่ละคนจะหันหน้าคุยกันมีมากกว่า ยิ่งส่วนใหญ่เป็นคนทำอาชีพอิสระที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลาย ก็ยิ่งเกิดการแลกเปลี่ยนความคิด หรือร่วมมือกันสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ

พูดง่ายๆ ว่าคุณอาจได้เพื่อนใหม่ที่นี่นั่นเอง

ผมได้ยินข่าว coworking space สักพักแล้ว เมื่อมีโอกาสจึงลองหิ้วโน้ตบุ๊กไปใช้บริการดูบ้าง 

ใช่ครับ ตอนนี้ในกรุงเทพฯ ก็มี coworking space กับเขาแล้วนะ 

สถานที่ที่ผมไปชื่อ HUBBA อยู่แถวเอกมัย ลักษณะเป็นโฮมออฟฟิศ มีสวนหย่อมเล็กๆ น่ารัก (และแทรมโบลินให้คลายเครียด!) บรรยากาศข้างในสบายๆ เป็นกันเอง ตกแต่งเรียบๆ เหมาะแก่การนั่งทำงาน มีหลายห้องให้เลือกใช้ 

HUBBA มาจากคำว่า HUB ที่หมายถึง ศูนย์กลาง ส่วนคำว่า BA คือคำว่า บ้า ตรงตัวภาษาไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์กวนๆ ว่า You"ll never work alone หรือ คุณจะไม่มีวันทำงานเดียวดาย

ผมจ่ายเงิน 265 บาท แลกกับโต๊ะและเก้าอี้ที่ทำงานได้ทั้งวัน วันที่ผมไปเป็นวันหยุด จึงมีคนมาใช้บริการค่อนข้างหนาตา ถึงแม้วันนั้นผมจะไม่ได้คุยกับใครเลย แต่ก็รู้สึกดีกับบรรยากาศลักษณะนี้ 

ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเราไม่สามารถทำงานที่บ้านคนเดียวนานๆได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือเจ้าความขี้เหงาของคนรุ่นใหม่เกิดจากอะไร คนสมัยก่อนเวลาต้องทำงานคนเดียวเขารู้สึกเหงากันบ้างไหมนะ 

แต่ผมมั่นใจลึกๆ ว่า เหตุผลหนึ่งที่ coworking space เป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่ เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ทำให้เรารู้สึกว่า อย่างน้อยเราก็ไม่ได้ทำงานเดียวดาย

ล่าสุดมีคนคิดค้นเว็บไซต์ชื่อ www.coffitivity.com ที่อัดเสียงบรรยากาศจากร้านกาแฟจริงๆ มาให้โหลดฟังฟรีบนอินเตอร์เน็ต มีไฟล์เสียงให้เลือกหลายแบบ เช่น ร้านกาแฟยามเช้า ร้านกาแฟช่วงเที่ยง หรือร้านกาแฟในมหาวิทยาลัย 

นั่งทำงานอยู่บ้านคนเดียว ฟังเสียงร้านกาแฟเพื่อที่จะได้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว

มันอาจช่วยให้สมองทำงานดีขึ้นเพราะระดับเสียง 70 เดซิเบลตามผลวิจัย แต่สำหรับผม เรื่องนี้ทำให้รู้สึกเหงาๆ ยังไงชอบกล

สำนักงาน ก.พ. จะเปิดรับสมัครสอบ ภาค ก. 2557 !!!

สำนักงาน ก.พ. จะเปิดรับสมัครสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ประจำปี 2557 ตัังแต่วันที่ 4-24 มี.ค. 57 ทางอินเทอร์เน็ต ผู้สนใจดูรายละเอียดและกรอกใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ http://job3.ocsc.go.th


อดใจรอกัน...นิสนุง...นะครับ
^_^

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

KTB NETBANK บริการใหม่จาก กรุงไทยออนไลน์


บ่อยครั้งที่ผมใช้งานกรุงไทยออนไลน์  (KTB Online) ในการทำธุรกรรมต่าง ๆ เช่น เดิมเงินมือถือ โอนเงิน  และชำระค่าบริการต่าง ๆ มันสิ่งที่สะดวกมากสำหรับชีวิตที่เดินทางไปธนาคารได้ยากลำบากแบบนี

ปัจจุบันนี้ KTB Online กลายเป็น NETBank ไปเรียบร้อยแล้ว  ทำให้เราใช้งานการเงินออนไลน์ได้ง่ายขึ้น  นอกจากนี้ยังสามารถโหลด App เหล่านี้มาติดตั้งใช้งานในเครื่องโทรศัพท์ของเราได้แบบง่าย ๆ และ ฟรีด้วย  อิอิ...



เนื่องด้วยเครื่องมือใหม่ ๆ ที่ทาง NET Bank ได้พัฒนาขึ้น  ทำให้เราใช้งานได้ง่ายขึ้นมา  เป็นการรวมระบบทุกอย่างที่เราทำผ่านธนาคารกรุงไทยให้รวมอยู่ที่เดียวกัน  สามารถโยกย้ายเงิน  การลงทุน หรือชำระสินค้าต่าง ๆ ได้ภายในแว๊บบบ เดียว.....

เพื่อนคนไหนที่ยังไม่ลองใช้งานบริการเหล่านี  ลองใช้ดูครับ  แล้วเพื่อน ๆ จะติดใจคับ ^_^

วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เป้าหมายของเรา กับ เป้าหมายขององค์กร

ไม่อาจปฏเสธว่า.... เป้าหมายของชีวิตคนเราล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและประสบการณ์ต่าง ๆ  ที่ได้พบเจอ  

เป้าหมายของตัวเราคืออะไร ?
หลาย ๆ คนคงมีเป้าหมายของตนเองว่าจะวางเส้นทางชีวิตไว้อย่างไร  จะเลือกเดินไปทางไหน  จะทำงานอะไร  ที่ไหน  และจะไปทำงานอื่นได้อย่างไรและที่ไหนบ้าง  หลังจากนั้น ช่วงเกือบจะบั้นปลายชีวิตเราจะเลือกวางเส้นทางไว้อย่างไร  

โดยส่วนใหญคงไม่มีใครทำงานที่ตนเองไม่ถนัด หรือว่า ระบบการทำงานที่ไม่ได้เรื่องไปตลอดชีวิตจริงไหม ?    และต้องเปลี่ยนงานใหม่จนกว่าเราจะพอใจและเพียงพอต่อการดำเนินชีวิต  แล้วเมื่อนั้นเราอาจจะพบกับความพอใจ  ความสุข  ความสมดุลต่าง ๆ ในชีวิต

เป้าหมายขององค์กรคืออะไร ?

เป้าหมายขององค์กรล้วนโน้มน้าวใจให้คนในองค์กรทุ่มเททำงานกับงานเหล่านั้นอย่างเต็มที่เพื่อให้งานที่ได้มีคุณค่า  คุณภาพ  ลูกค้าพึงพอใจ  ฯลฯ  มีบางครั้งก็ยังไม่เข้ามากนักว่าเป้าหมายขององค์กรคืออะไร ? นโยบาย วิสัยทัศน์ ที่กำหนดไว้นำมาปฏิบัติจริงจะได้มากน้อยเพียงใด  ? สิ่งเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การทำงานไม่เป็นตามเป้าหมาย  การสอนงานไม่มี  การส่งไปอบรมเรียนรู้งานต่าง ๆ ก็ยากนักที่ตัวเองจะตัดสินใจ  

สุดท้ายแล้ว  เป้าหมายทั้งสองอย่างก็อาจจะไม่ไปด้วยกัน  ดังนั้นเราก็ควรแยกเป้าหมายให้ชัดเจนว่าชีวิตเราจะไปไหนต่อดี  ส่วนการทำงานคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธนะว่า เป็นการทำงานเพื่อการยังชีพก็เท่านั้นเอง  ส่วนน้อยนักที่จะทุ่มเทให้กับองค์กร  บางทีอาจจะทุ่มเทในช่วงแรก  ๆ แต่พอนาน ๆ ไปอาจจะถูกอะไรบางอย่างทำให้เราไม่ทุ่มเท หรือ ไฟแรงอีกต่อไป...

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

บทบาทของสภาวิศวกรในยุคปัจจุบัน คืออะไร ?

บทความต่อไปนี้เป็นกระทู้ของสภาวิศวกร ซึ่งผมนำมาเสนอ ณ ที่แห่งนี้  ก็เพื่ออยากให้เพื่อน ๆ ผู้อ่าน ได้คิดและตระหนักถึงแก่นแท้ของสิ่งที่เกิด   จริง ๆ แล้วผมก็คิดอยากจะไปสอบ กว. เช่นกัน  แต่พอมาเจอกระทู้นี้  ก็เลยเกิดเห็นทางสว่างของชีวิตมากขึ้น  ไปดูกันครับ..

ขอเรียนถามสมาชิกสภาวิศวกรทุกท่าน เกี่ยวกับบทบาทของสภาวิศวกรในยุคปัจจุบัน ครับ
ผมอยากทราบความคิดเห็นของสมาชิกทุกท่านครับว่า บทบาทของสภาวิศวกรในปัจจุบันนี้ได้ให้อะไรกับพวกเราบ้างครับ เท่าที่ผมเห็นคือ การเก็บเงินแล้วเอาเงินไปใช้เพื่อตนเอง การออกใบ กว. เพื่อมากีดกันการประกอบอาชีพกันเองแล้วก็ทำให้พวกเราหลงในใบ กว. ภาคี สามัญ วุฒิวิศวกร ยกเลิกระบบใบ กว. ได้ก็จะดีนะครับ สภาวิศวกรควรจะไปควบคุมการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้ได้มาตรฐานจะดีกว่าไหมครับบัณฑิตจบมาจะได้มีคุณภาพสามารถประกอบอาชีพโดยสุจริตตามที่ได้เหล่าเรียนมา ไม่ใช่มามัวแต่หมกมุ่นกับต้องเอาใบ กว. ผมมองว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ได้สร้างสรรค์ สภามาควบคุมที่ปลายเหตุ ผมสงสารประเทศไทยที่ต้องมีพวกคุณในสภาวิศวกรที่ไม่คิดถึงประเทศชาติเลย สรุปสภาวิศวกรควรไปควบคุมที่แหล่งผลิตวิศวกรก็คือมหาวิทยาลัยให้ได้มาตรฐานจะดีกว่านะครับ ไม่ต้องมีใบ กว. หรอก ช่วยกันทำงาน ตามที่เหล่าเรียนมา ไม่ต้องมากีดกันกัน และบ้าอำนาจกัน

 เห็นด้วยคร๊าบ อาจารย์

ขอตอบในนามของสภาผู้แทนหมู่บ้านละกัน
ทางสภาคงทำอะไรไม่ได้มาก
เพราะว่าเรามีสโลแกนประจำใจอยู่ว่า
\"เอ่อ เรื่องนี้ ทางสภาฯไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง\"
หรือว่า \"เอ่อ..สภาฯไม่มีอำนาจ คงต้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดูและเอง\"
*********แล้วจะมีสภาฯไว้ทำ ค...ว...x อะไรฟะ***********

 -เห็นด้วยกับท่าน วุฒิวิศวกร แก่แล้ว มากเลยครับ แต่ผมขอเพิ่มเติมว่า การเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา เขาก็เข้าไปยุ่งทุกเรื่อง เช่น เรื่องอาจารย์ผู้สอน หัวหน้าภาควืชา หลักสูตร เป็นต้น ทำให้ระบบการบริหารมีปัญหา ระบบการจัดหลักสูตรเหมือนกัน ถูกล็อคไว้ มหาวิทยาลัยทำหลักสูตรให้หลากหลายเฉพาะไม่ได้ ต้องทำหลักสูตรเพื่อเอา กว. เท่นั้น น่าปวดหัวมากเลย แล้วแบบนี้ประเทศชาติจะพัฒนาการศึกษาไปได้อย่างไรครับผม
--ถามว่าถ้าเรียนผ่านหลักสูครที่ผ่านการรับรองแต่ไม่ตั้งใจเรียนไม่มีความรู้จะได้มาตรฐานไหมครับ
-วิธีที่ผมขอเสนอ คือ จัดสอบแล้วทำแบบทดสอบให้สามารถวัดความรู้ได้จริง แล้วให้ผู้ที่ทำข้อสอบได้ คือ ผู้มีความรู้ ภ้าผ่านการทดสอบก็ยอมรับได้

ใบ กว. เป็นสิ่งสำคัญที่แสดงถึงความสามารถที่วิศวกรควรจะมีในการออกแบบ และเป็นการให้คำสัญญาว่าจะเป็นผู้มีจรรยาบรรณ หากมีกฏหมายกำหนดการลงโทษที่ค่อนข้างหนักก็อาจไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีใบ กว. ซึ่งในอดีตก็มีตัวอย่างในอารยธรรมหนึ่งซึ่งหากอาคารพังทลายเป็นเหตุให้ผู้อยู่อาศัยเสียชีวิต ผู้สร้างหรือผู้ออกแบบอาคารนั้นก็จะถูกประหารชีวิตทันที

ผมสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ มีประสบการณ์ทำงานจากต่างประเทศ มีใบวิศวกรจากต่างประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2537 แต่การทำเรื่องขอใบ กว. ต่อสภาวิศวกรฯนั้นทำได้ยากมาก ทั้งจะต้องไปหาหลักสูตรที่เรียนมา 17 ปีที่แล้วและแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย แม้สถาบันการศึกษานั้นจะมีชื่อเสียงและถูกรับรองโดย กพ. ขณะที่ประสบการณ์ที่ผ่านมาถูกนับให้เป็นศูนย์เพราะเริ่มนับได้ก็ต่อเมื่อได้ใบ กว. ระดับภาคีจากสภาฯ แล้วเท่านั้น อีกทั้งเมื่อมีใบ กว. แล้วก็หาซื้อประกันวิชาชีพในประเทศไทยไม่ได้ ไม่เหมือนในต่างประเทศ

การที่มีการแยกประเภทใบ กว. โดยมี วุฒิ แยกออกไปจากสามัญนั้นก็ไม่เหมาะสม เพราะทำให้เกิดเรื่องผลประโยชน์ และความซำซ้อน ในต่างประเทศที่เป็นผู้คิดวิธีคำนวณการออกแบบ ทางวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้นำมาใช้ ก็ไม่มีการแยกประเภทอย่างนี้ มีเพียง ภาคี ซึ่งมีเมื่อเริ่มเก็บประสบการณ์หลังสำเร็จการศึกษา และอีกประเภทก็คือ วิศวกร ซึ่งมีทั้งการศึกษาและประสบการณ์ทำงานตามที่ได้กำหนด

ผมจึงเลือกที่จะไม่สมัครทำใบ กว. ของสภาวิศวกรรมแห่งประเทศไทย  จนกว่าจะปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตราฐานของประเทศต่างๆที่เจริญแล้ว พร้อมทั้งมีการออกกฏหมายที่เป็นธรรมไม่ซำซ้อน และเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลพวกหนึ่งพวกใด และมีกรมธรรม์ประกันภัยเนื่องจารการประกอบวิชาชีพ และหวังว่าทั้งสามอย่างนี้น่าจะเกิดขึ้นภายใน 20 ปี

การสอบทุกระดับของสภาฯ เป็นเพียงมายากลระดับประเทศเท่านั้น
๑.ข้อสอบทุกระดับที่จัดสอบมีรั่วไหลออกมาเต็มไปหมด หาได้ทั่วไปแม้ในเวปแห่งนี้
๒.การรับรองผลงานระดับสามัญ วุฒิ ก็ไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน มีหลายมาตรฐาน แล้วแต่เส้นใครใหญ่ เล็กขนาดไหน? แต่ที่แน่ๆคณะกรรมการไม่เคยออกไปดูและสัมผัสเลยว่าจริงๆแล้วผลงานเป็นอย่างไร? ได้แต่นั่งเทียนวาดภาพเอาจากรายงาน และลายเซ็นคนรับรองเท่านั้น
๓.ข้อสอบที่นำมาให้ทำกันก็เป็นข้อสอบเก่าที่ขึ้ราเป็นปลาร้า น้ำเน่าหนอนเต็มไปหมดแล้ว
๔.การสอบสัมภาษณ์ก็เป็นการสอบที่เป็นเพียงพิธีเท่านั้น ไม่ศักดิ์สิทธิ์แต่อย่างใด เพราะขอเพียงให้เข้าสอบเท่านั้น จะผ่านโดยสะดวก
๕.สภาฯอันทรงเกียรติและเป็นผู้ควบคุมคุณภาพ มาตรฐานวิศวกร กลับถูกขู่ ก้าวร้าว ด่าด้วยถ้อยคำหยาบช้า เสียจนอุจจาระขึ้นไปอยู่บนสมองแล้ว จนยอมลดมาตรฐาน คุณภาพที่เคยมีและปฏิบัติกันมาช้านาน
จนน่าจะเป็นการอับอายมากกว่านะ ที่จะบอกบุคคลอื่นว่าสอบผ่านระบบการสอบต่างๆของสภาฯ เพราะคนในวงการฯเขารู้กันว่า เป็นมายากลดีๆนี่เอง แม้แต่เจ้าตัวคนเข้าสอบเองก็เถอะ รู้ดีแก่ใจเองว่าตนเองสอบผ่านมาได้อย่างไร?

 ที่จริงผมมองว่า กว มันก็มีไว้จะได้รับผิดชอบกับสิ่งที่ทำ แต่ว่า มีบางคนที่สมัยเรียนอาจจะไม่ได้เก่ง เรียนผ่านๆแต่ จบ แต่ไม่ผ่านเกณฑ์การขอ กว แต่ทำงานเป็นที่มีฝีมือล่ะ คนเราเรียนเก่งไม่ได้เก่งเรื่องงานเสมอไปหรอก สภาแม่งก็แค่เอาปลายเหตุมาแก้ สุดท้ายก็เป็นเรื่องตัง ใครมีเงินแม่งก็ทำได้หมดแหละประเทศไทย

 ในเมื่อไม่เห็นด้วย แล้วจะเอาวุฒิวิศวกรไปเพื่ออะไรครับ ยังไงก็ต้องมีไว้ครับ เกิดออกแบบแล้วตึกถล่ม ไฟไหม้ แล้วใครจะรับผิดชอบล่ะ
แต่ที่ไม่ค่อยดี คือการให้ข้อมูลข่าวสารของทางสภาวิศวกร หรือแม้แต่มาตรฐาน ตอนนี้ มีความขัดแย้งด้านมาตรฐานกันเยอะมาก วิศวกรไม่เข้าใจ หรือหาเอกสารอ้างอิงกันไม่ได้ ได้แต่บอกว่า เคยทำกันมา ในฐานะที่ผมเป็นคนรุ่นใหม่ ผมว่ามีระดับขั้นเป็นสิ่งดี แต่สิ่งที่ควรปรับปรุงคือ ระบบมาตรฐานบ้านเรามากกว่า ถ้ามีความรู้มากกว่านี้ ผมก็จะขอวุฒิวิศวกร เพื่อมาประดับภูมิความรู้ที่มีอยู่

 เรียนวุฒิวิศวกร อาชีพทางด้านกฎหมาย แพทย์ บัญชี หรือสอบขั้นทางราชการ เข้าก็มีสอบเหมือนกันครับ และต้องมีผลงานทางด้านปฏิบัติด้วย ถ้าเป็นไปได้อยากให้ท่านเสนอนายกสภาวิศวกร ควรลดค่าธรรมเนียมต่างๆลงบ้าง ราคาต่างๆต้องเห็นชอบจากทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่มาจดทะเบียนประกอบวิชาชีพคิดแพง ทั้งจดทะเบียนแบบบุคคลและนิติบุคคล เพื่อผลประโยชน์โดยรวมของวิศวกรอาชีพเดียวกัน เห็นบ่นกันตลอด

 ยำมันสักทีครับพวกคนที่ทำงานในสภาวิศวกร คนเดือดร้อนเพราะมันมาเยอะแล้ว ทำอะไรไร้สาระ เอาแต่ประโยชน์ส่วนตน ทำเป็นพูดเรื่องจรรยาบรรณ แล้วตัวเองมีจรรยาบรรณหรือปล่าว ครับท่าน

ที่มา  http://www.coe.or.th/e_engineers/webboard_topic.php?wtype=2&wNo=45967

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เคยไหม... ทำงานมา 1 ปี เกิดอาการเมื่อยล้า เบื่องาน



หลังจากที่ผมทำงานมานาน 1 ปี รู้สึกช่วงหลัง ๆ เกิดอาการเมื่อยล้าอยู่บ่อย ๆ บางครั้งก็เกิดเบื่องานขึ้นมา  ไม่อยากตื่นไปทำงานเลย  อยากนอนอยู่ห้องทั้งวัน (ถ้าเป็นไปได้นะ)  แต่ก็ต้องตื่นไปทำงานให้ได้  ประเดี๋ยวจะมีผลกับการทำงาน  อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ?? 

การทำงานเป็นวิศวกรเทคนิคไม่ต่างอะไรกับการเป็นพนักงานฝายผลิตเลย  ทำทุกอย่าง ทุกงานที่ไม่มีคนทำ เราก็ต้องทำเอง  สรุปคือ...ไม่ควรจะคิดมาก  ไม่ควรจะคิดว่าเราเป็นวิศวกร  ควรจะคิดว่าเราเป็นสักอย่างที่ทำงานหลากหลายได้ก็พอ   เฮ่อ...ชีวิต

จริง ๆ แล้ว  การทำงานมันประกอบได้ด้วยหลายส่วน เช่น  ระบบการทำงานที่วางเอาไว้  เพื่อนร่วมงาน  หัวหน้างาน  ลักษณะงาน  ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการทำงานของเราทั้งสิ้น  ถึงแม้เราจะทำงานดีขนาดไหน  เต็มที่ขนาดไหน  แล้วผลที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้ดั่งใจ  แสดงว่าระบบการทำงานยังไม่ดี  ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงานของเรามากนัก   หากระบบการทำงานถูกวางไว้ดี  การทำงานจะราบรื่น  รู้ขึ้นตอนต่าง ๆ สามารถทำงานได้เร็วขึ้น  เมื่อนั้น...เราก็จะได้ไม่ต้องมานั่งคิดว่า..เกิดจากอะไร ??  

แต่..มันเป็นสิ่งที่หายากสำหรับการทำงานปัจจุบัน  หากบริษัทวางระบบดี  บริษัทนั้นก็พัฒนาไปได้ไกลกว่าคู่แข่งได้หลายเท่า   แต่ถ้าหากบริษัทไหนยังไม่รู้จักระบบการทำงานที่ดี....เมื่อนั้นก็เตรียมดิ่งลงเหวไปได้เลย  เพราะจะถูกคู่แข่งวิ่ง เหยียบแซงไปไกลหลายโล เชียวละ 555+


วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

กว่าจะเรียนรู้ และ มีประสบการณ์



กว่าจะเข้าใจการทำงาน  กว่าจะมีประสบการณ์  ล้วนต้องใช้เวลาในการสะสมสิ่่งเหล่านี้  บางประเด็นบางปัญหาอาจจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 – 3 วันในการแก้ปัญหา  บางทีอาจจะต้องใช้เวลา 1 อาทิตย์ก็ได้  นอกจากนี้  อาจจะมีเรื่องใหม่ ๆ มาให้เราแก้ไขปัญหาอยู๋เรื่อย ๆ ก็เป็นได้


สวัสดีคับเพื่อน ๆ

บทความนี้คงเป็ยบทความแรกที่ผมเขียนอย่างจริงจัง  เพื่อนำเสนอแง่มุมหนึ่งของชีวิตในการทำงาน เผื่อว่าเราจะมีข้อคิดเห็นแลกเปลี่ยนกันและกันนะครับ

ตอนที่ผมเขียนบทความนี้  ผมทำงานมาประมาณ 1 ปีแล้ว  แต่ก็ยังคิดว่า…คงยังไม่เพียงพอกับความรู้ที่ต้องการ  งานที่ผมทำเกี่ยวกับงานด้านเทคนิค  (วิศวกรเทคนิค)  ดูแลกระบวนการผลิต  ตลอดจนงานด้านไฟฟ้าอีกด้วย  แน่นอนว่างานด้านนี้ต้องใช้ความรู้หลายด้านมาประกอบกันเป็นพื้นฐานในการทำงาน  ซึ่งก็ยังคิดว่า  ยังต้องเรียนรู้อีกมากมาย เพราะผมเรียนจบสาย “วิศวกรรมไฟฟ้า”  ยังไม่เข้าใจแก่นแท้ของสายงานด้านต่าง ๆ เท่าใดนัก


ตั้งแต่ทำงานมานั้น  สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญในการทำงาน  ในแนวทางของผม…ผมเสนอว่า  ”การทำงานเป็นทีม และ การประสานงาน”  เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะนำไปสู่หลาย ๆ เรื่อง  จนเกิดความสำเร็จของการทำงานนั้น ๆ

หากเราไม่มีทีมงาน  หรือ ทำงานคนเดียว  แน่นอนว่า  เราสามารถทำได้  เราเก่ง  หรือว่าอะไรก็แล้วแต่  แต่ในความเป็นจริงแล้ว  การทำงานคนเดียวไม่สามารถทำให้งานเสร็จได้โดยเร็ว  ประสิทธิภาพโดยรวมของระบบจะต่ำลง   เนื่องจากสภาพการทำงานทุกวันนี้จะต้องแข่งขันกับสิ่งต่าง ๆ  บริษัทของเราต้องแข่งขันในหลาย ๆ เรื่อง  เช่น  ราคา  ต้นทุน  และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง   จนส่งผลให้คนทำงานอย่างเรา ๆ ต้องทำงานให้ทันเวลา  ลดของเสียในกระบวนให้มากที่สุด

เราไม่สามารถยืนได้เพีงลำพัง  (Can’t stand alone) ศาสตร์ทางด้านไฟฟ้า  เครื่องกล  กระบวนการผลิต   ยานยนต์  โยธา  ฯลฯ  ไม่สามารถยืนได้เพียงลำพัง   จะเห็นว่าทำไมยานยนต์ต้องมีไฟฟ้า  ระบบควบคุม  มีเครื่องกล กลไก  แลอื่น ๆ มากมาย  นั่นละโลกปัจจุบันมันเป็น “การรวมระบบ”  ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน  เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพบนพื้นฐานของความเหมาะสมที่สุด  สำเร็จตามเป้าหมายนั้น ๆ

จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น  ทำให้ผมต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ  ขาดการเรียนรู้ไม่ได้  ถ้าการเรียนรู้และพัฒนาจะทำให้อนาคตเราแย่ลง  และตลาดงานในวันข้างหน้าจะต้องแข่งขันอีกด้วย  การเปิด AEC ก็มีผลกระทบกับหลายสิ่งหลายอย่าง  เราต้องเตรียมพร้อมให้ดี !! สู้ต่อไป !!

“ประสบการณ์”  จะทำให้เรา  ”มีค่าตัวแพงขึ้น”