วันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560

รีวิว การตรวจรับบ้านด้วยตนเอง (ครั้งที่ 1)

เมื่อเดือน มิ.ย. 60 ได้รับเชิญจากพี่ๆที่ทำงานด้วยกัน ให้ไปช่วยตรวจรับบ้านของโครงการแห่งหนึ่งใน จ.ปทุมธานี ตอนนั้นก็ไม่ได้เตรียมตัวเลย ว่า การตรวจรับบ้านต้องดูอะไรบ้าง  ที่ผมมีประสบการณ์ก็เพียงแค่ระบบไฟฟ้า  นอกนั้นใช้ประสบการณ์ชีวิตล้วนๆ ที่จะได้ใช้ช่วยตรวจรับบ้านในครั้งนี้  ไปดูกันครับ ว่า เป็นอย่างไรกันบ้าง







ตรวจข้างในห้องเก็บของ เผื่ออาจจะมีงูไปนอนเล่นอยู่ก็ได้





















 ตรวจดูสีแต่ละด้าน ว่าเฉดสีเท่ากันไหม

ซิงค์  มีน้ำรั่ว

ตรวจดูบันไดโดยรวม



































บทสรุปและข้อเสนอแนะ
  1. ควรซื้อบ้านหลังฤดูฝน เพราะจะทำให้เราเห็นข้อบกพร่องหลายๆอย่าง เช่น หลังคารั่ว  ดินทรุด ไม้ขยายตัวทำให้เกิดการร้าว  สีพองตัวทำให้สีแตก ตะไคร่ขึ้นตามรั้วบ้าน เป็นต้น
  2. การตรวจรับบ้านต้องหาผู้รู้ไปช่วยตรวจรับบ้าน เช่น เพื่อนที่เรียนโยธา ก่อสร้าง สถาปัตย์ ไฟฟ้า เป็นต้น
  3. ควรหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตเยอะๆ บางเว็บไซต์จะมี checklist ให้เราโหลดมาใช้ได้เป็นอย่างดี

ขอบคุณที่ติดตาม แล้วพบกันใหม่ในครั้งต่อไปครับ





วันเสาร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

แนะนำร้านกาแฟบุรีรัมย์ (Klim Hotel)

วันนี้ผมเดินทางกลับบ้านหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์  ถนนโล่งไม่ติดขัดเหมือนช่วงสงกรานต์ ทำให้ผมเดินทางถึงขนส่งบุรีรัมย์ได้อย่างรวดเร็วตรงเวลา  ซึ่งรถที่ผมใช้บริการก็คือนครชัยแอร์ครับ

เมื่อลงรถ ผมก็เดินไปขึ้นวินมอไซต์ไปที่ร้านซีเอ็ดบุ๊ค อยู่ตรงข้ามร้านขายเสื้อบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จากนั้นก็เดินไปสถานีรถไฟบุรีรัมย์(เพราะว่าหาวินมอไซต์ไม่ได้) แล้วก็เดินจากดุ๊กดิ๊กๆๆ ไปจนถึงสถานีรถไฟ  บริเวณนั้นจะมีร้านขายลูกชิ้นยืนกินและร้านขายของชำ

ผมก็รูสึกหิวน้ำ  ก็ได้เข้าไปซื้อร้านแถวๆนั้น แล้วก็พบกับไอตัวนี้ ... มันหลับฟินเลย




จากนั้นก็ไปดูตารางรถไฟ ว่าขบวนที่ผมจะเดินทางนั้น  มากี่โมง?  ช่วงนี้ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ดูโล่งๆ ครับ


อากาศร้อนแบบนี้ ตรงข้ามมี Klim Hotel อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟพอดี ก็ได้โอกาสเดินไปหาอะไรเย็นกินสักนิด  ผมก็เลยได้สั่งไอศครีม กับ ขนมปังอบ  บอกได้เลยว่าอร่อยนุ่มมากครับ สำหรับไอศครีมก็อร่อยหอมหวานเช่นกัน



สำหรับร้านอื่น ๆ ผมก็ได้รวบรวมข้อมูลไว้ค่อนข้างมาก  เดี๋ยวผมจะค่อยๆ ไปใช้บริการทีละร้าน แล้วจะกลับมารีวิวให้แฟนๆ ได้ติดตามกันนะครับ


วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บัตรเครดิต นักศึกษา ใช้ให้ดีมีประโยชน์

เต็มอิ่มกับสิทธิต่างๆ ของบัตร
แลกคะแนนแทนส่วนลดหรือแลกคะแนนแทนเงินสด เพื่อดูหนัง กิน ช้อป เที่ยว ** ณ ร้านค้าชั้นนำที่ร่วมรายการ



หลักเกณฑ์การสมัคร

คุณสมบัติ:

  • อายุ 20-25 ปี (เฉพาะการสมัครบัตรหลักเท่านั้น)
  • สำหรับนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ทุกสัญชาติ ทุกสถาบันในประเทศไทย
  • มีบัตรนักศึกษาที่ยังไม่หมดอายุ
  • มีโทรศัพท์พื้นฐาน หรือมือถือที่ติดต่อได้ อย่างน้อย 1 เบอร์
  • มีเงินฝากออมทรัพย์กับธนาคารกรุงศรีอยุธยาขั้นต่ำ 10,000 บาท

เอกสารประกอบการพิจารณา:

  • สำเนาบัตรประชาชน/พาสปอร์ต (สำหรับนักศึกษาต่างชาติ)
  • สำเนาบัตรนักศึกษาที่ยังไม่หมดอายุ
  • สำเนาบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา
  • หนังสือยินยอมให้หักบัญชีเงินฝากเพื่อชำระหนี้บัตรเครดิต


ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัตรเครดิตนักศึกษา

https://www.krungsri.com/bank/th/university.html
https://www.krungsri.com/bank/th/krungsri-guru/guru/money-tips/june-2015/privileges-student-card.html
https://www.krungsri.com/bank/th/krungsri-guru/academy/live-and-learn/march-2017/university-student-first-credit-card.html


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ประสบการณ์ที่ผมอยากมาแนะนำ
เนื่องจากผมเคยใช้บัตรเครดิตของค่ายหนึ่ง  ก็มีประสบการณ์อยากมาแนะนำให้น้องๆ ที่คิดอยากจะทำบัตรเครดิต นอกจากนี้บัตรเครดิตเริ่มเปิดตลาดเข้าสู่วัยเรียนมากขึ้น เพื่อให้น้องๆ ได้มองเห็นข้อดีข้อเสียจากการใช้บัตรเครดิต 

ข้อเสีย
1. มีบริษัทประกันภัยต่าง ๆ โทรเข้ามานำเสนอ ชักชวนให้ทำประกันชีวิต ทั้งๆ ที่เราไม่ต้องการและต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มด้วย
2. ทำให้เราควบคุมค่าใช้จ่ายได้ยาก หักห้ามใจไม่ค่อยได้
3. อาจเกิดปัญหาระหว่างนักศึกษากับผู้ปกครอง (ยกเว้นหาเงินใช้เองได้)
4. มีค่าธรรมเนียมค่อนข้างแพง มีค่าบัตรรายปี  มีค่าทวงถามหากเลยกำหนด  มีค่าปรับเมื่อจ่ายเงินล่าช้า
5. ฯลฯ

ข้อดี
1. ใช้ผ่อนสินค้าได้นานขึ้น ทำให้เราจ่ายเงินน้อยๆ แต่ได้ของมาใช้เลย
2. มีคะแนนสะสม ทำให้เราได้ส่วนลดแลกของต่างๆ เช่น แลกซื้อกาแฟ  ใช้แต้มซื้อตั๋วหนัง ฯลฯ
3. ทำให้เราสร้างวินัยการใช้เงินด้วยเอง ซึ่งนำไปสู่การบริหารเงินด้วยตนเอง
4. มีความสะดวกในการจ่ายค่าจองตั๋วเครื่องบิน รถโดยสาร ฯลฯ
5. มีใบเสร็จ รายการบันทึกการทำราย ทำให้เรามีข้อมูลเพื่อจัดการการใช้เงินของเราในอนาคตได้
6. ฯลฯ

วิธีปฏิเสธบริษัทประกันภัยทั้งหลายแหล่ มีวิธีดังนี้

  • ปฏิเสธไปเลย ว่า เราไม่ต้องการจริงๆ (แต่เค้าก็จะให้เราฟังบริการสักนิด)
  • ปฏิเสธโดยบอกว่า เราไม่ว่าง เราประชุม ออกกำลังกาย ฯลฯ
  • วางสายไปเลย  บางครั้งบริษัทเหล่านั้นโทรมา แล้วก็พูกนำเสนอนั่น นี่ โน่น บลาๆๆ... อยู่ฝ่ายเดียวจนหูของเราแทบจะติดไฟ  ถ้าเจอแบบนี้...ก็วางสายไปเลยครับ

ข้อแนะนำ
1. ให้คิดถึงพ่อแม่ ผู้ปกครอง ว่า จะมีผลกระทบใดๆ หรือไม่  ถ้าหากเป็นคนมีเงินอยู่แล้ว...การใช้บัตรเครดิตคงไม่กระทบอะไรมาก
2. คำนึงถึงความเหมาะสมและความจำเป็น ว่าเราจำเป็นต้องใช้หรือไม่ การดำเนินชีวิตติดขัดอะไรไหมถ้าไม่มีบัตรเครดิต
3. หากจำเป็นต้องใช้บัตรเครดิต ก็ต้องมีวินัยอย่างแรง ในการควบคุมความอยากซื้อของตนเอง
4. จ่ายเงินให้ตรงกำหนด (ก่อนกำหนดก็ได้) เพื่อรักษาเครดิตของเรา เพราะว่ามันจะเกี่ยวข้องกับการติด Blacklist ในอนาคต  ประเดี๋ยวจะซื้อรถ ผ่อนนั่นี่ ไม่ได้
5. ฯลฯ

ตรวจสอบค่าธรรมเนียมต่างๆ 




วันพุธที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2560

แนวทางสร้างธุรกิจใหม่และวัฒนธรรมใหม่ สำหรับคนรุ่นใหม่

https://www.bcdtravel.com/move-au/gen-z-a-new-generation-business-travellers/
หลังจากที่ผมได้อ่านบทความหนึ่งในเว็บไซต์ brandinside.asia ก็ได้แง่คิดบางอย่างอยากนำเสนอครับ บทความที่ผมได้อ่านชื่อว่า "ปัญหาของคนอายุเกิน 40 ในซิลิคอนวัลเล่ย์: บริษัทไอทีรุ่นใหม่ไม่สนใจรับเข้าทำงาน"

โดยมีเนื้อหาคร่าวดังนี้
อายุเฉลี่ยของคนทำงานในสหรัฐฯ คือ 42 ปี แต่ถ้ามาดูอายุเฉลี่ยของคนทำงานในซิลิคอนวัลเล่ย์ อาณาจักรไอทีที่ทรงอิทธิพลของโลก ให้ทายว่าอายุเฉลี่ยคือเท่าไร

เมื่อมาเจาะดูสถิติอายุของบริษัทยักษ์ใหญ่กันบ้าง ข้อมูลของสำนักวิจัย PayScale ระบุว่า Apple อายุพนักงานเฉลี่ย 31 ปี, Google และ Tesla อายุพนักงานเฉลี่ย 30 ปี, ส่วน Facebook และ LinkedIn อายุเฉลี่ยคือ 29 ปีเท่านั้นเอง
ทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่าซิลิคอนวัลเลย์คือโลกของคนหนุ่มสาวเป็นหลัก คำถามคือคนทำงานที่อายุเยอะกว่านั้นไปอยู่ที่ไหนกัน?
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://brandinside.asia/over-40-in-silicon-valley/

เมื่ออ่านจบแล้ว ผมก็กลับมานั่งขบคิดทบทวนดูว่า...

  • จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่มีพื้นที่ทำธุรกิจของตนเอง?
  • จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่มีพื้นที่สำหรับทำงานในวัยเดียวกัน?

เมื่อได้อ่านบทความเหล่านั้นก็ทำให้ผมมีคำตอบในใจอยู่ลึกๆ แล้วว่าน่าจะเป็นไปได้ในอนาคตอันใกล้นี้  คือ

  • สร้างธุรกิจแนวเดิม เพิ่มเติมคือวัฒนธรรมใหม่+ทำให้ไวกว่า
  • สร้างธุรกิจแนวเดิม เพิ่มเติมคือวัฒนธรรม+เทคโนโลยีใหม่+ทำให้ไวกว่า
  • สร้างธุรกิจแนวใหม่ และวัฒนธรรมใหม่
  • สร้างธุรกิจแนวใหม่ และวัฒนธรรม+เทคโนโลยีใหม่


http://www.di.unito.it/train2move/newbusiness_model.html


วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2560

กาแฟถ้ำสิงห์ เข้มอย่างสิงห์ ผลผลิตคุณภาพระดับ OTOP ของ จ.ชุมพร










ข้อมูลจาก บสย.

การสร้างแบรนด์สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินไป สิ่งนี้คงใช้ได้ดีกับ “กาแฟถ้ำสิงห์” จ.ชุมพร หนึ่งในลูกค้า บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ อาศัยความแข็งแกร่งของชุมชน จนสามารถสร้างแบรนด์กาแฟ ให้เป็นที่รู้จักและแตกต่าง สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินเชื่อเกษตร สร้างรายได้ให้กับผู้ปลูกกาแฟในชุมชน

“ณัฐธิดา  คงแก้ว” เจ้าของกิจการกาแฟ “ถ้ำสิงห์” เล่าว่า กาแฟถ้ำสิงห์ มีจุดเริ่มต้นจากการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน  “กลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์” จ.ชุมพร ซึ่งได้เพิ่มมูลค่าของสินค้าด้วยการสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา

“เราพยายามเรียนรู้และพัฒนากาแฟโรบัสต้า ให้มีความแตกต่างจากกาแฟโรบัสต้าทั่วไปในตลาด คือ รสกาแฟที่ไม่เปรี้ยว เพราะจากการสำรวจพบว่า คนจำนวนมากไม่ชอบดื่มกาแฟพันธ์ุโรบัสต้าจากรสที่เปรี้ยว ซึ่งการแก้โจทย์ตรงนี้ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของคอกาแฟ หรือผู้บริโภคทั่วไปได้มากขึ้น”  

ปัจจุบันกาแฟถ้ำสิงห์ ดำเนินธุรกิจมาแล้ว 7 ปี จนเติบโตจนขยายเป็นธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่ปลูก แปรรูป จำหน่าย เบ็ดเสร็จในชุมชนเดียว พร้อมพัฒนาแพ็คเกจสินค้าให้สวยงาม และทันสมัย ขณะเดียวกันก็พยายามคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้แตกต่างจากกาแฟชุมชนอื่นๆ ในท้องตลาด กับกาแฟดริพ กาแฟสดชงเอง ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในหมู่คอกาแฟทั้งหลาย  

“ณัฐธิดา” เล่าถึงแนวทางการทำธุรกิจของกลุ่มว่า เป็นลักษณะการรับซื้อกาแฟจากผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่ ซึ่งมีกว่า 400 ครัวเรือน ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดโดยให้ความสำคัญกับการคัดสรรคุณภาพเพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ

“ผู้ปลูกสามารถนำเมล็ดกาแฟทั้งหมดมาขายได้ที่โรงงาน ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดกาแฟก่อนจะเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเมล็ดกาแฟดิบเป็นกาแฟคั่วบด ปัจจุบันมีวางขายที่ร้านค้าของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์ แต่ถ้าใครต้องการซื้อจำนวนมาก ก็มีขายส่งที่หน้าโรงงาน หรือจะสั่งซื้อผ่านที่ทำการไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศ ในลักษณะของการฝากขายก็ได้เช่นกัน”

ด้วยคุณภาพของสินค้า ซึ่งมาจากความใส่ใจในทุกขั้นตอนตั้งแต่ “ต้นน้ำ” ยัน “ปลายน้ำ” ทำให้กาแฟถ้ำสิงห์ ได้รางวัลอย่างมากมาย ดังนี้

  • อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2558,  OTOP Product Champion ระดับ 5 ดาว ปี 2553 และปี 2556  
  • วิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับจังหวัดปี 2555
  • Thai food and Drug Administration 
  • Ministry of Public Health Award to THAMSING ระดับประเทศ 1 ใน 59 ราย
นอกจากรางวัลด้านคุณภาพที่ได้มาอย่างมากมาย ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR)  กาแฟถ้ำสิงห์ก็มีความใส่ใจไม่แพ้กัน โดยมีการสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน เนื่องจากคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ต่างมีอาชีพหลักคือ การเพาะปลูกกาแฟ
CSR
“เราได้รับซื้อและประกันราคากาแฟในแต่ละปี เพื่อให้คนในพื้นที่มีงานและรายได้ที่มั่นคง ด้วยการใช้หลักคุณธรรมในการบริหาร เนื่องจากธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ต้องดูแลคนในพื้นที่อีก 400 ครัวเรือนให้มีอาชีพ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงต้องใช้หลักคุณธรรมและพึ่งพาอาศัยกันในการบริหารให้ธุรกิจก้าวหน้าต่อไป”  ณัฐธิดาระบุ

“กลุ่มกาแฟบ้านถ้ำสิงห์” ยังเปิดให้ความรู้กับหน่วยงานภายนอกเพื่อเป็นวิทยาทาน โดยเปิดให้เข้ามาเยี่ยมชมขบวนการผลิตของกาแฟถ้ำสิงห์ ตลอดจนการร่วมกิจกรรมกับชุมชนในพื้นที่ เช่น สนับสนุนในการจัดงานชุมชน การนำต้นกาแฟไปปลูกเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ของชุมชน เป็นต้น

“วันนี้ บสย. มีส่วนช่วยในการต่อยอดธุรกิจ ผ่านค้ำประกันสินเชื่อ ทำให้ทางกลุ่มสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านการขอสินเชื่อจากธนาคารได้ ช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน และเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ จนทำให้เราสามารถเติบใหญ่มาถึงทุกวันนี้”  

อีกหนึ่งลูกค้า บสย. จากก้าวเล็กๆ ผ่านการรวมตัวของผู้ประกอบการในชุมชน ซึ่งในที่นี้หมายถึงผู้ปลูกกาแฟ ก้าวสู่ตลาดในวงกว้าง ตัวอย่างที่น่าศึกษา และเป็นดั่งแรงบันดาลใจ สำหรับกลุ่มสินค้าชุมชนอีกมากที่กำลังเติบใหญ่ในทุกวันนี้


ที่มา
http://www.tcg.or.th/article_inside.php?article_id=30